igood media
HOME   | Articles - Book - Poem - SongAUTHOR  |  FILM SCHOOL  |  COMMUNICATION ARTS  |  MY BLOG

Blog film school

My Media channel

blog

1 หน้าแรก
2
บทความ
หนังสือเล่ม
ร้อยกรอง เพลง
3
บทภาพยนตร์
ภาพยนตร์สั้น
วีดิโอ มิวสิควีดิโอ
4
วิชาเรียนนิเทศศาสตร์
ตำราเอกสาร
สื่อการเรียน
 

 

 

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด]


:มิติเอกภพ-มิติปัญญา (Univers dimension of intelligence)

โดย
สู่ดิน ชาวหินฟ้า
2 ธันวาคม 2557

เอกภพ หรือ จักรวาล คือมวลของทุกสรรพสิ่งที่อยู่รวมกัน มันไม่มีขอบเขต และไม่มีตำแหน่งที่ระบุ และไม่มีจำนวน มีแต่ชื่อเรียกในทางทฤษฎีเท่านั้น เอกภพที่อยู่ซ้อนทับกัน หรือ อยู่คู่ขนานกัน (multiverse) เรียกว่า เอกภพลูก เอกภพลูกรวมกัน เรียกว่า เอกภพแม่

ถ้าจะเปรียบ ตัวเราและโลกของเรา กับ เอกภพ
โลกมนุษย์ เป็น อนุภาคฟุ้งฝอย อนุภาคหนึ่ง (particle) ที่ลอยวน (stability) อยู่ใน เอกภพ (univers)
โลก เป็น อะตอมหนึ่ง (atom) ในกาแลกซี่ทางช้างเผือก (Milky-way Gallaxy)
โลก เป็น เซลล์หนึ่ง (cell) ของ ระบบสุริยะ (Solar system)
โลก เป็น ที่อยู่อาศัย (home) ของ ระบบชีวิต (Life system)

[จึงเรียกว่า โลกคือชีวิต โลกมีชีวิต สรรพสิ่งบนโลก มีระบบชีวิตเป็นของตนเอง
สรรพสิ่งแต่ละอย่างบนโลก มีระบบชีวิตที่แตกต่างกัน
วัตถุสาร ก็มีระบบชีวิต หรือ วงจรชีวิตของมัน อีกแบบหนึ่ง
พืช จุลินทร์ ไวรัส มันก็มีระบบชีวิต หรือ วงจรชีวิตของมัน อีกแบบหนึ่ง
สัตว์ มนุษย์ ก็มีระบบชีวิต หรือ วงจรชีวิต ที่แตกต่างออกไป]

มนุษย์ เกิดมาบนโลก อาศัยอยู่บนโลก ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของระบบชีวิต บนโลก ดังนั้น มนุษย์ จึงไม่ใช่ "เจ้าของ" โลกใบนี้ แต่เป็น สิ่งมีชีวิตหนึ่ง ที่มาอาศัยอยู่บนโลกนี้ เพียงชั่วคราว มนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิต ที่คิดว่าตนเองรู้จัก ระบบชีวิต (Life system) ได้ดีกว่า ลึกซึ้งกว่า สิ่งมีชีวิตอื่น และนั่น เป็นเรื่องจริง เพราะมีเพียงมนุษย์เท่านั้น ที่คิดค้น สื่อสาร สิ่งลี้ลับ มาแสดงให้มุนษย์ด้วยกัน รับรู้ และมองเห็น จนเกิดการยอมรับ และยอมรับสืบต่อกันมา เป็น องค์ความรู้ (knowledge) และพัฒนาจนเป็นระบบความรู้ หรือที่เรียกว่า ศาสตร์ (logos)

univer

สิ่งลี้ลับ (dark matter) ในเอกภพ มีมากมาย (กว่าร้อยละ 96 เป็น dark matter) เพราะมนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับ สิ่งลี้ลับเหล่านั้น (ถ้ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับมัน จะเรียกมันว่า สิ่งลี้ลับได้อย่างไรกัน) มนุษย์ จึงเฝ้าแสวงหา ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน มันยาวนานเท่าๆ กับ วิวัฒนาการของมนุษยชาติ

ก. องค์-9 คือ ลักษณะสมบัติของ ธาตุ และวัตถุสารในเอกภพ

ในที่สุด มนุษย์ ที่เรียกตนเองว่า "ปราชญ์" (philosopher) [คำที่ไม่เป็นทางการ มักเรียกว่า กูรู (kuru) จำเป็นต้องเรียกตนเองเช่นนั้น เพราะเป็นการสร้าง สัญญะ (sign) ให้เกิดความแตกต่าง และเกิดการยอมรับว่า สิ่งที่ปราชญ์พูด ปราชญ์คิดนั้น เป็นสิ่งวิเศษ มหัศจรรย์ สำหรับยุคสมัยนั้นๆ หาก สิ่งที่ปราชญ์พูด ปราชญ์คิด มันไม่จริง ถูกลบล้างภายหลัง ความคิดนั้น ก็ตกไป แต่ถ้าเป็นความจริง ซึ่งผ่านการพิสูจน์ จากปราชญ์ในชั้นหลังๆ ความคิดนั้น หรือ คำพูดนั้น ก็จะถูกเลื่อนระดับ จาก สัญญะ ไปเป็น ความหมาย ที่เรียกว่า ทฤษฎี (theory)] ก็ค้นพบ และสรุปว่า ในเอกภพนี้ มีสรรพสิ่ง (being) สิ่งที่เกิด (born) สิ่งที่มี (to being) และสิ่งที่เป็นไป (to be in rule of univers) สองลักษณะ คือ ลักษณะที่เป็นฟิสิคส์-รูปธรรม (physical) และ ลักษณะที่เป็นจิต-นามธรรม (pychological) ประกอบกันเป็นเอกภพ มีคุณสมบัติและคุณลักษณ์ (proporties and identity) ประสานกันเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ในหนึ่งเดียว ประกอบด้วย 9 เรียกว่า "องค์-9" หรือ The 9-element (องค์-9 ไม่มีหน่วยนับ เพราะเป็นองค์รวม) คือ

(1) รูปร่าง-รูปทรง (shap-figure)
(2) ขนาด-ปริมาณ-ปริมาตร (size-scale-capacity)
(3) สัดส่วน (proportion-ratio)
(4) พื้นผิว-ค่าน้ำหนัก (texture-tone)
(5) สี-แสง-เงา (color-light-dark)
(6) เวลา-ช่องว่าง หรือ กาล-อวกาศ (space-time)
(7) แรงโน้มถ่วง-พลังงาน (gravity-energy)
(8) วัฏจักร-อนันต์ (cycle-infinity)
(9) วิมมุติ-นิพพาน (integrity)

องค์รวม 9 ดังกล่าว ก่อกำเนิดเป็น "วัตถุ-สาร" (being-matter) 6 ประเภท ผู้เขียนเรียกว่า สังขารธรรม 6 (formative phenomena) คือ
(1) ธาตุ / สสาร (mass)
(2) พีชะ (organism)
(3) เดรัจฉาน (wildness)
(4) ปุถุชน - มนุสโส (homo sapiens)
(5) เทพ (super maning / goodness)
(6) ธรรม (integrity / being nothing)

[พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้และรวบรวมไว้เป็นอีกหมวดหนึ่ง มี 4 ประเภท คือ
(1) วัตถุ (ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ)
(2) พีชะ (พืช สัตว์)
(3) ชีวะ (เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย โลก)
(4) จิต (มนุษย์ เทพ ธรรม)]

ขนาด และ รูปร่าง ของวัตถุสาร 3 มิติ ในเอกภพ และบนโลก สามารถใช้เครื่องมือวัด เพื่อบอกคุณสมบัติและลักษณะ ซึ่งมีอยู่ 3 ค่า คือ หน่วยน้ำหนัก (weight | gravity unit) หน่วยลูกบาศก์ (cubic unit) และ หน่วยระยะ (length unit) ชนิดของเครื่องมือวัด ซึ่งแต่ละแบบ มนุษย์จะต้องกำหนดมาตรฐาน (default value) ขึ้นมาเป็นตัวเปรียบเทียบ จึงจะวัดได้ ถ้าไม่มี ก็ไม่สามารถวัดค่าได้

ธาตุทุกชนิด และวัตถุสารในเอกภพ ต่างก็มีลักษณะสมบัติที่เป็น องค์-9 ซึ่งเคลื่อนไหว และเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา ไม่สามารถดำรงสภาพ อยู่ได้เช่นนั้นตลอดกาล เพราะมีความไม่เที่ยง ไม่สเถียร จึงไม่มีตัวตนที่แท้ดำรงอยู่ ตามหลักไตรลักษณ์ (3-act charactor) คือ ไม่เที่ยง (อนิจจตา) เป็นทุกข์ (ทุกขตา) และไม่มีตัวตน (อนัตตตา)

ข. ความเข้าใจเรื่อง มิติ (dimension)

เริ่มแรกของเอกภพ มีเพียงมิติเดียว (แต่มิติเดียวนี้ ถูกอัดแน่นด้วยสสารและพลังงาน ที่ประกอบกันเป็นคุณสมบัติของ องค์-9) แต่หลังเกิดการระเบิดใหญ่ (big bang) ของจักรวาล ก็มีมิติต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ถ้าจะนับรวมมิติในเอกภพ นักฟิสิกส์ได้นำทฤษฎีสตริง (string theory) มาอธิบายว่า ในเอกภพ มีมิติรวมกันได้จริงๆ 11 มิติ คือ

(1) มิติที่ 1, 2, 3 หรือ มิติของวัตถุสาร และมิติของที่ว่าง (space) ที่เราเข้าใจกันดี เพราะมันมี ความกว้าง ความยาว และความลึก

(2) มิติที่ 4, 5, 6 เป็นมิติของเวลา และ อวกาศ (ถ้าอธิบายบนโลก อวกาศ ก็คือ สถานที่) เวลา คือ เส้นของทางเดินของวัตถุทุกชนิดและตัวเอกภพเอง มันมีอยู่ 3 กาล คือ อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต

ปัจจุบัน เป็นมิติที่ 4 (หรือ มิติที่หนึ่งของกาลเวลา) อดีต (เวลา มีค่าเป็น ลบ) หรือ อนาคต (เวลา มีค่าเป็น บวก) เป็นมิติที่ 5 (หรือ มิติที่สองของกาลเวลา) ถ้าจะย้อนเวลาได้ ต้องมาให้ถึงมิตินี้ และ เวลาที่บรรจบกันของเส้นเวลา (อดีต + อนาคต = ปัจจุบัน) เป็นมิติที่ 6 (หรือ มิติที่สามของกาลเวลา นั่นเอง) ก็เป็นอันจบสิ้นของเอกภพลูก และรอเกิด Big bang รอบใหม่ แต่สำหรับเอกภพแม่ จะใช้มิติที่ 7-10 เป็นคำอธิบาย

ศาสตราจารย์ สตีเฟ่น ฮอว์คิง (Stephen Hawking) เรียกมันว่า phase space เขากล่าวว่า มิติที่ 6 ของกาลเวลา มันคือ "ความเป็นไปได้ทุกอย่างของเหตุการณ์" (บวก กับ ลบ เท่ากับ ศูนย์) เท่ากับว่า ทุกอย่างกลับไปเป็นศูนย์ (หรือ สูญ) มันคือ 0 มิติ นั่นเอง และเป็น มิติที่ 11 ในเอกภพ ซึ่งจะอธิบายต่อไป

(3) มิติที่ 7, 8, 9, 10 เป็นมิติที่ผูกติดกันของ เวลา-อวกาศ-แสง เนื่องจาก เวลามี 3 กาล ดังที่กล่าวไปแล้ว แสงเดินทางที่มีความเร็วคงที่ (ประมาณ 300,000 กิโลเมตร ต่อ วินาที) และ อวกาศมีความโค้ง เพราะแรงโน้มถ่วง (gravition) ระหว่างกัน ของเทหวัตถุและดวงดาว (และแรงโน้มถ่วงเป็นอนุภาคแรง ที่ชื่อว่า graviton มันมีความเร็วเท่ากับแสง) ทำให้แผ่นอวกาศโน้มเว้าเข้าหากัน ถ้ามากเข้าก็จะกลายเป็นหลุมดำ แสงเดินทางผ่านเข้าไปใกล้บริเวณนั้น ก็จะทำให้เส้นลำแสงโค้งตามไปด้วย ความโค้งของอวกาศ มีหน่วยเป็นบวก อวกาศก็โค้งนูน ถ้ามีหน่วยเป็นลบ อวกาศก็เว้าเข้าหากัน

แสงจะเดินทาง ด้วยความเร็วคงที่เสมอ (แม้ว่าจุดกำเนิดแสงจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หรือถอยหลังก็ตาม) และระยะทางที่แสงเดินไป ไม่ได้ใช้หน่วยวัดชนิดเดียวกับที่ใช้บนโลก แต่ใช้หน่วยเวลา เป็นมาตรวัด เรียกว่า "ปีแสง" คือเวลาผ่านไป 1 ปี แสงจะเดินทางไปได้ไกลแค่ไหน ไม่สามารถคำนวณระยะได้บนโลก (ทำได้แค่คำนวณเป็นตัวเลขเท่านั้น แต่ระยะทางจริง เป็นไปไม่ได้) สภาวะที่แสงเดินทางปกติ ทำให้เอกภพ เกิดความราบเรียบ เป็นมิติที่ 7 (หรือ มิติที่หนึ่งของเอกภพ) (โปรดเข้าใจว่า ไม่มีอิทธิพลใดๆ ที่จะเร่งให้แสงเดินทางเร็วกว่านี้ มีแต่จะทำให้ช้าลงได้)

แต่ถ้าแสงเดินทางช้า อันเนื่องจากอิทธิพลของหลุมดำ (back hole) เอกภพ ก็จะเกิดความโค้งงอ บิดเบี้ยว ผิดร่างเดิม เป็นมิติที่ 8 (หรือ มิติที่สองของเอกภพ) และถ้ามันโค้งงอจนพับเข้าหากัน และบรรจบกัน ก็เป็นมิติที่ 9 (หรือ มิติที่สามของเอกภพ) และถ้ามันโค้งพับพันกันและซ้อนทับกันจนดูยุ่งเหยิง [เอกภพลูก มักเป็นเช่นนี้บ่อยๆ] ก็เป็นมิติที่ 10

การซ้อนทับกันของเอกภพลูก และเกิดการยุบตัว เพราะเกิดภาวะ phase space หลังจากนั้น เอกภพลูก ก็เข้าสู่สถานะเสถียร มีสภาวะเป็น 0 (บวก กับ ลบ เท่ากับ ศูนย์) ซึ่งนับเป็น มิติที่ 11 (zeroth dimension) อธิบายสภาวะ 0 มิติ ได้ดังนี้
+1 รวมกับ -1 = 0
+2 รวมกับ -2 = 0
+3 รวมกับ -3 = 0
+n รวมกับ -n = 0n

ดังนั้น มิติที่ 11 จึงไม่ใช่จุด ไม่ใช่มิติที่ 1 และไม่ใช่ความว่างเปล่า แม้ว่ามันจะเป็น 0 แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้น ไปสู่มิติที่ 1 อีกรอบ มิติที่ 11 ตรงกับสิ่งที่ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ พระองค์เรียกสภาวะนั้นว่า "นิพพาน" ซึ่งใช้อธิบายกับสิ่งที่เป็นจิตเป็นองค์ประกอบ

[สภาวะจิตที่เข้าสู่ภาวะ นิพพาน จะสูญไปตลอดกาล แม้ว่าจะเกิด มิติที่ 1 ใหม่อีกรอบก็ตาม คือ หลุดไปเลย]

ค. มิติของ "สื่อ"

สำหรับนักคิด นักสร้างสรรค์ สื่อภาพยนตร์ การออกแบบเนื้อหาสาระของสื่อ เราจะไม่มองแค่ มิติสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษย์ (ตา-รูป หู-เสียง จมูก-กลิ่น ลิ้น-รส ผิวกาย-สัมผัส) เท่านั้น แต่เราจะเข้าไปให้ถึง ในมิติที่ลึกกว่านั้นอีก 3 ขั้น คือ

(1) มิติสัมผัสที่ 6 (sixth sense) หรือ มิติที่เกี่ยวกับจิต วิญญาณ การรับรู้ อารมณ์ เพราะเกี่ยวกับมนุษย์โดยตรง

(2) มิติการรับรู้ของสิ่งมีชีวิตอื่น เช่น สัตว์ พืช มนุษย์ต่างดาว ซึ่งต้องเรียนรู้ลักษณะทางกายภาพ ของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ เพื่อนำมาเป็นแผนที่ หรือแม่แบบ ในการตีความหมาย ของพวกมัน ในการอ่านค่าพฤติกรรมครั้งต่อไป

(3) มิติของเอกภพ ซึ่งประกอบด้วย "องค์-9" ดังที่กล่าวมาแล้ว

ดังนั้น การบอกเล่าเรื่องราว ที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเรื่องราว ที่มนุษย์เข้าใจยาก เช่น มิติสัมผัสที่หก และ มิติของเอกภพ ผู้เล่า จะต้องจับเนื้อหาที่มีมิติเป็นนามธรรมเหล่านั้น มาสรรสร้าง (creating design) ให้อยู่ในรูปของ มิติที่ 1 - 3 หรือไม่เกิน มิติที่ 4 - 5 ส่วนสาระที่อยู่ในระดับมิติที่สูงกว่านั้น ทำได้อย่างมากก็แค่ พูดบรรยาย หรือเขียน เพื่อให้เห็นภาพ ซึ่งก็เข้าใจยากอยู่ดี เพราะมิติยิ่งสูงมากเท่าใด ภาษามนุษย์ไม่สามารถสื่อสารได้ เพราะไม่สามารถใช้สัญญะใดๆ ในการสร้างความหมายทดแทนได้ ถึงแม้ว่าทำได้ หรือพยายามอย่างที่สุดแล้วก็ตาม ก็อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ หรือเกิดความเข้าใจผิดกันได้

ยกตัวอย่าง เช่น กรณีการอวดอ้างอุตริมนุสสธรรม ของพระสงฆ์ ซึ่งสามัญชน (ปุถุชน) ไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะการรับรู้แค่มิติสัมผัสที่ 1-3 ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือแม้กระทั่งใจ นั้นไม่เพียงพอ ที่จะอ่านบุคคลที่มีระดับสติปัญญาเหนือกว่ามนุษย์ปุถุชน นอกจาก บุคคลที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกัน อีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อพูดถึงหลุมดำ (black hole) อุโมงค์กาลเวลา หรือรูหนอนอวกาศ (warmhole) และการเดินทางข้ามเวลา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่คนทั่วไปเข้าใจกันยาก แต่ผู้สร้างภาพยนตร์ เรื่อง Stargate, Star Trek, The Gardian of the Galaxy (2014) หรืออีกหลายๆ เรื่อง แม้กระทั่ง นิยายวิทยาศาสตร์ชื่อ Contact ก็พยายามจะสื่อให้คนเข้าใจ เรื่องเกี่ยวกับมิติในอวกาศ ซึ่งแม้ว่ามันจะได้ผลแค่เพื่อความบันเทิง แต่ก็เป็นแนวความคิดพื้นฐาน ในการสร้างความเข้าใจในมิติของเอกภพที่ซับซ้อนขึ้น

การใช้ภาพ (ภาพถ่าย และ ภาพวิดีโอ) บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ "วัตถุ-สาร" หากเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ทำได้ง่ายกว่า วัตถุ-สาร ที่เป็นนามธรรม โดยทั่วไป ลักษณะทางกายภาพ ของภาพถ่าย ภาพวิดีโอ เป็นวัตถุ 2 มิติ (กว้าง x ยาว) การนำเสนอภาพในมุมมอง 3 มิติ สามารถทำได้ทั้งในแนวระนาบ 2 มิติ เช่น ภาพ perspective และ isometric ที่แสดงมิติความลึกบนระนาบ แต่ถ้าจะนำเสนอให้เห็นมิติเสมือนจริง ก็สามารถทำได้ ด้วยการควบคุมการมองเห็นสี หรือ การหักเหแสงในดวงตาของคนดู เรียกภาพประเภทนี้ว่า สามมิติเสมือนจริง (real dimension : real D - 3D) ถ้าเป็นภาพวิดีโอ เรียกว่า hologram

นั่นเป็นการนำเสนอภาพ ซึ่งทำได้แค่ 2 มิติ ตามกายภาพของมัน ส่วนวัตถุที่มนุษย์สัมผัสได้ ตามลักษณะทางกายภาพของมัน คือ วัตถุสามมิติจริง (กว้าง x ยาว x สูง) สามารถนำเสนอในมิติที่ 4 และ 5 ได้ เช่น การนำออกแสดงในงาน นิทรรศการ ในพิพิธภัณฑ์ หรือในงาน event งาน road show ต่างๆ ได้ โดยที่ ถ้านำมันเคลื่อนที่ไป ในแนวระนาบทางเดียว (เช่น ภาพโฆษณา ที่ปะติดอยู่บนโครงตัวรถยนต์ วิ่งไปตามถนน) มันก็เป็นวัตถุ มิติที่ 4 แต่ถ้าให้มันเคลื่อนที่หลายทิศทาง มันก็เป็นวัตถุมิติที่ 5 (= การเคลื่อนที่ ซึ่งมีเวลาและช่องว่าง เป็นบวก เป็นลบ คือมันไม่นิ่งนั่นเอง) แต่ไม่สามารถทำให้มันอยู่ในสถานะ มิติที่ 6 ได้ (= ทำให้มันหายไป ด้วยการขยายใหญ่ หรือหดตัว ซึ่งทำไม่ได้)

จากตัวอย่างข้างต้น สามารถสรุปความหมายของ มิติที่ 4 และ มิติที่ 5 ได้ว่า คือมิติของวัตถุสาร ที่เคลื่อนที่ไป โดยมีปัจจัยเรื่อง เวลา และสถานที่ มาเกี่ยวข้องด้วย หลักการนี้ สามารถนำไปอธิบาย เทหวัตถุในเอกภพได้เช่นกัน เพียงแต่ เปลี่ยนสถานที่ จากบนโลก ไปเป็น อวกาศ

ง. องค์-9 เอกภพ โลก มนุษยชาติ คือ สิ่งเดียวกัน

วิวัฒนาการของมนุษยชาติ ดำเนินไปพร้อมๆ กับการก่อเกิดองค์ความรู้ 2 ด้าน คือ (1) ปรัชญา-ศาสนา ก่อเกิดศาสตร์ด้านสังคม หรือ สังคมศาสตร์ (social science) ศาสตร์ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ หน่วยสังคมต่างๆ ของมนุษย์ และ (2) ปัญญา-วิทยาการ ก็ก่อเกิดศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี (technology)

องค์ความรู้ที่เป็นทั้ง ปรัชญา ศาสนา และปัญญา ต่างมีรากฐานและวิธีการ ที่มาจากแหล่งเดียวกัน คือ การศึกษา ค้นคว้าให้เห็น ความกลมกลืน ความแตกต่าง และความสอดคล้องสัมพันธ์กัน ขององค์-9

ดังนั้น ความเข้าใจเรื่อง องค์-9 จึงเป็นรากฐานของการคิด การเรียนรู้ ของมนุษยชาติ มาตลอดเส้นของกาลเวลา อาจกล่าวได้ว่า แนวความคิดเรื่อง องค์-9 ข้างต้น ถือเป็นจุดศูนย์รวมของสัจธรรมทั้งมวล ที่มีอยู่ในเอกภพ ไม่ว่าจะเป็นเอกภพลูก หรือ เอกภพแม่ จึงมีคำกล่าวว่า เอกภพ ไม่มีนอก ไม่มีใน เพราะเอกภพเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีขอบเขต ไม่มีประตู และจึงไม่มี ในเอกภพ หรือ นอกเอกภพ แม้ว่าเอกภพลูก จะมีอยู่ซ้อนทับกัน หรือ คู่ขนานกันอย่างไรก็แล้วแต่ มนุษย์จึงก่อเกิดมาจากเอกภพ ซึ่งยากที่จะบอกจุดกำเนิดที่แท้จริงได้ว่า ที่ไหน เมื่อไร

เหตุผลที่สนับสนุนว่า เอกภพ คือทุกสิ่ง ก็คือลักษณะสมบัติที่เป็น องค์-9 เพราะทุกสรรพสิ่ง ทั้งที่เป็นธาตุ วัตถุสาร พีชะ ชีวะ และจิต ได้ถูกหลอมรวมผสมเป็นหนึ่งเดียวกับ องค์-9

สิ่งที่เล็กที่สุด กับ สิ่งที่ใหญ่ที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
สิ่งที่เบาที่สุด กับ สิ่งที่หนักที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
สิ่งที่หนาแน่นที่สุด กับ สิ่งที่เบาบางที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
สิ่งที่เข้มข้นที่สุด กับ สิ่งที่เจือจางมากที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
สิ่งที่อยู่ใกล้ชิดกันมากที่สุด กับ สิ่งที่อยู่ไกลกันมากที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
แรงดึงดูดมากที่สุด กับ แรงผลักมากที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
สิ่งที่ร้อนที่สุด กับ สิ่งที่เย็นที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
สิ่งที่มีความหนามากที่สุด กับ สิ่งที่มีความบางมากที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
สิ่งที่เคลื่อนที่เร็วที่สุด กับ สิ่งที่เคลื่อนที่ช้าที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
สถานที่โกลาหล อึกทึกที่สุด กับ สถานที่เงียบสงบที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
สถานที่มืดมิดที่สุด กับ สถานที่สว่างจ้าที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
สิ่งที่แข็งที่สุด กับ สิ่งที่่อ่อนนุ่มที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
โง่ที่สุด กับ ฉลาดที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
ความทุกข์ กับ ความสุข ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
นรก กับ สวรรค์ ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
อัตตา กับ นิพพาน ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้
เพราะ
จักรวาลนี้ คือ วัฏจักรของ อดีต ปัจจุบัน อนาคต


สู่ดิน ชาวหินฟ้า

อ่านบทความเรื่องอื่น ที่ใกล้เคียง
สู่ดิน ชาวหินฟ้า. (2557). "ความเข้าใจ เรื่องมิติ (dimension) สู่คำอธิบาย ความมีอยู่ของสรรพสิ่งในเอกภพ" บทความ thinking FOCUS. (ออนไลน์). http://www.igoodmedia.net/author/05_thinking_focus/idea_01_good_033.html?

สู่ดิน ชาวหินฟ้า. (2556). "เหตุการณ์ในโลกของฟิสิกส์ กับ โลกแห่งจินตภาพ แตกต่างกันอย่างไร" บทความ thinking FOCUS. (ออนไลน์). http://www.igoodmedia.net/author/05_thinking_focus/idea_01_good_032.html

สู่ดิน ชาวหินฟ้า. (2556). "พฤติกรรมของมวลของสาร (behavior of mass's message in commumication process)" บทความ thinking FOCUS. (ออนไลน์). http://www.igoodmedia.net/author/05_thinking_focus/idea_01_good_031.html

สู่ดิน ชาวหินฟ้า. (2556). "3 ทัศนะ 3 มุมมอง ของปรากฏการณ์ ทางการสื่อสาร" บทความ thinking FOCUS. (ออนไลน์). http://www.igoodmedia.net/author/05_thinking_focus/idea_02_think.html?#016

สู่ดิน ชาวหินฟ้า. (2551). "ศาสตร์แห่งองค์รวม (6-Entanglement of Oneness) " บทความ thinking FOCUS. (ออนไลน์). http://www.igoodmedia.net/author/05_thinking_focus/idea_01_good.html?#021

สู่ดิน ชาวหินฟ้า. (2551). "สังขารธรรม (formative phenomena)" บทความ thinking FOCUS. (ออนไลน์). http://www.igoodmedia.net/author/05_thinking_focus/idea_01_good.html?#018

และเรื่องอื่นๆ ใน http://www.igoodmedia.net/author/05_thinking_focus/index.html
และ http://www.youtube.com/watch?v=gg85IH3vghA&list=TLDe3jqnxtzS8

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด]

 
   
  thinking focus new idea today
คำคม คำคิด แง่คิด ชีวิตดี
 


igood media copyright
 
SUDIN CHAOHINFA, igoodmedia.net : Administration and Producer
Copyright © 2010-2016 intelligence good media homeschool.
All rights reserved. me@igoodmedia.net