igood media
HOME   | Articles - Book - Poem - SongAUTHOR  |  FILM SCHOOL  |  COMMUNICATION ARTS  |  MY BLOG

Blog film school

My Media channel

blog

1 หน้าแรก
2
บทความ
หนังสือเล่ม
ร้อยกรอง เพลง
3
บทภาพยนตร์
ภาพยนตร์สั้น
วีดิโอ มิวสิควีดิโอ
4
วิชาเรียนนิเทศศาสตร์
ตำราเอกสาร
สื่อการเรียน
 

 

 

:
.

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด ] - CheapFlightsNow


:

.
igood-end..

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] ] - SE-ED Online Shoppingศูนย์หนังสือ SE-ED Online Shopping
line

:

.
igood-end..

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้มากถึง 16 ชั่วโมง ต่อวันเรียนภาษาอังกฤษที่บ้าน กับ TOPICA
line

:

.
igood-end..

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ป.โท ม.แสตมฟอร์ด (Master degree: PG Signature - Stamford International University)
line

:

.
igood-end..

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดออนไลน์ อย่างอิสระฝึกพูดภาษาอังกฤษ ที่บ้าน กับ TOPICA
line

:
.

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด ] - CheapFlightsNow


:

.
igood-end..

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] ] - SE-ED Online Shoppingศูนย์หนังสือ SE-ED Online Shopping
line

:

.
igood-end..

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้มากถึง 16 ชั่วโมง ต่อวันเรียนภาษาอังกฤษที่บ้าน กับ TOPICA
line

:ความเชื่อ - ความจริง - ความรัก

เหตุผล ของ ความเชื่อ ไม่สามารถอธิบายได้
เหตุผล ของ ความจริง สามารถอธิบายได้
เหตุผล ของ ความรัก ต้องประกอบด้วย ความเชื่อ และ ความจริง
จึงจะเป็น รักอมตะ ไม่มีวันตาย.

igood-end28 กพ. 2560

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ป.โท ม.แสตมฟอร์ด (Master degree: PG Signature - Stamford International University)
line

:เพลง - ความรัก - ความดี

เพลง จะไพเราะ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ คนร้อง แต่อยู่ที่ คนฟัง
The song is melodious and unobtrusive, depending on the singer, but on the listener.

ความรัก จะสวยงาม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ คนรัก และคนถูกรัก แต่อยู่ที่ ความซื่อสัตย์-จริงใจ ต่อกัน
Love is beautiful, not dependent on loved ones and loved ones, but on honesty - sincerely.

ความรัก ไม่ใช่สิ่งยากที่จะ ค้นหา แต่ยากนัก ที่จะรักษามันไว้ ตลอดไป - Love is not difficult for seek but hard for keep its forever.

ความดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ คำอวยพร แต่อยู่ที่ การกระทำของตัวเขาเอง
Goodness does not depend on greetings, but on the actions of oneself.


igood-end.14 กพ. 2560.

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดออนไลน์ อย่างอิสระฝึกพูดภาษาอังกฤษ ที่บ้าน กับ TOPICA
line

:เข้าใจผิด

"ให้คนอื่น เข้าใจเราผิด ดีกว่า เราทำผิดเสียเอง"

ทำดี ก็คือ ดี
อย่าไปคาดหวัง ให้คนอื่น เห็น
เพราะ 'ดีที่เป็น' กับ 'ดีที่เห็น'
มันอาจอยู่กัน คนละขั้วก็ได้

'ดีที่เป็น' ให้เป็นอย่าง 'ถูกต้อง' 'จริง' 'ประโยชน์' 'ประหยัด' 'คุณค่า'
'ดีที่เห็น' ให้เห็นด้วย 'วาจา' 'กรุณา' 'เอื้ออาทร'.

igood-end.15 ก.ย. 2559

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] ] - International Flights(468*60)banner
line

: ชนสี่เหล่า

เดรัจฉานชน คิดว่า ทำดี ไม่มีผล
ปุถุชน คิดว่า ทำดี ไม่ได้ดี เพราะทำดี ให้ผลช้า
กัลยาณชน คิดว่า ทำดีแล้ว จะได้ดี ถ้าทำดี ให้ถูกคน
อาริยชน คิดว่า ทำดีแล้ว อาจไม่ได้ดี เพราะทำดี ยังไม่มากพอ

ท่านคิดว่า "ดี" ที่ท่านทำ มาแล้ว อยู่ระดับใด

igood-end.30 สค 2559.

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] ] - SE-ED Online Shoppingศูนย์หนังสือ SE-ED Online Shopping
line

:พอดี - พอเพียง

ความพอดี balance ต่างจาก ความพอเพียง sufficient

บางอย่าง พอดี แต่อาจไม่ พอเพียง ได้ เช่น ครอบครัวใหญ่ ที่มีสมาชิกหลากหลายฐานะ บุคคล รวมกันอยู่ ซึ่งต่างก็มี ความต้องการ need ความปรารถนา want ที่แตกต่างกัน จำเป็นต้อง จัดหา มาตอบสนอง ให้เกิดความพอดี ซึ่งในทางรูปธรรม อาจแสดงให้เห็นว่า เกิดความไม่พอเพียง หรือล้นเกิน เพราะเหตุแห่ง จำนวนส่วนย่อย ถูกนำมารวมกัน

บางอย่าง พอเพียง แต่ อาจไม่ พอดี ก็ได้เช่นกัน เช่น การจัดถวาย ปัจจัย สิ่งของ แด่พระสงฆ์ ญาติโยม มักคิดตรงกันว่า จะถวายให้ท่าน อย่างพอเพียง สำหรับฐานะนักบวช แต่ต่างคนต่างถวาย จนอาจเกิดการล้นเกิน และ บางครั้ง บางสิ่งที่ถวาย อาจไม่จำเป็นสำหรับนักบวช สิ่งเหล่านั้น ก็เกิดความไม่พอดี

ดังนั้น
ความพอดี ที่พอเพียง คือ ความสมดุล ทั้งรูปและนาม และเป็นทั้ง ปัจจัยหลัก และปัจจัยเสริม ในขณะเดียวกัน
ถ้าเปรียบเหมือน แรง ก็คือ แรงดึง เท่ากับ แรงต้าน (กฏฟิสิกส์ ว่าตัวยแรง ข้อที่ 3 ของ นิวตัน) ถ้าแรงดึ เท่ากับ ความพอดี แรงด้าน ก็คือ ความพอเพียง ถ้าแรงต้าน คือ ความพอเพียง แรงดึง ก็คือ ความพอดี

igood-end.9 ส.ค. 2559.

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้มากถึง 16 ชั่วโมง ต่อวันเรียนภาษาอังกฤษที่บ้าน กับ TOPICA
line

:มิติภาษา

ภาษามิติที่ 1 คือ ภาษาดิจิตัล เป็นภาษาพื้นฐาน ที่สื่อสารกันได้ทุกสังขาร (คน สัตว์ มนุษย์ต่างดาว) คือ รหัสเลขฐานสอง ซึ่งให้ความหมายเพียงมิติเดียว (ไม่ yes ก็ no)
.
ภาษามิติที่ 2 คือ ภาษาภาพ ภาษาพูด และ ภาษาเขียน สื่อสารกันได้ ในแนวระนาบ กว้าง ไกล ไม่ต้องใช้ความลึก เห็นอย่างไร ตีความหมายอย่างนั้น ได้ยินอย่างไร ตีความหมายอย่างนั้น เขียนอย่างไร ตีความหมายตามอักษร
.
ภาษามิติที่ 3 คือ ภาษาท่าทาง และบุคลิกภาพ มีความซับซ้อน ในการสื่อความหมาย และการตีความ มีวัฒนธรรม สัญญะ เป็นของตนเอง
.
ภาษามิติที่ 4 คือ ภาษาใจ ยิ่งมีความซับซ้อนสูง ใช้สื่อสารกันเฉพาะสังขารธรรม ระดับมนุษย์ เทพ และ ธรรม

*สังขารธรรม มี 6 ระดับ คือ (1) วัตถุ-สสารธาตุ (2) พืช-ชีวะธาตุ (3) สัตว์-เดรัจฉาน-นรก (4) มนุษย์-โลก (5) เทพ-สวรรค์ (6) ธรรม-นิพพาน

igood-end
11 กรกฎาคม 2559

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - MSIG - Travel Easy เพื่อนเดินทางตัวจริง
line

:สาเหตุ ความเจ็บป่วย ของมนุษย์"

ผมได้อะไร จากการอ่าน ประวัติย่อ ของหลุมดำ ตอน
"สาเหตุ ความเจ็บป่วย ของมนุษย์"

สาเหตุ ความเจ็บป่วย ของมนุษย์ ทั้งในอดีต และทุกวันนี้ มาจาก 3 สาเหตุหลัก คือ

(1) การโจมตีของไวรัส และแบคทีเรีย.

ร่างกายของคนเรา จะสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อโรคต่างๆ ตามธรรมชาติ โดยแทัจริงแล้ว ไวรัสและแบคทีเรีย มีอยู่รายรอบมนุษย์ อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่แฝงตัวอยู่ภายในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ในลำใส้ใหญ่ เพียแต่ว่า ร่างกายของคนเรา มีภูมิต้านไวรัส และแบคทีเรียเหล่านั้น ไวรัส และแบคทีเรีย บางสายพันธุ์ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ร่างกาย เสียภูมิคุ้มกัน บางพันธุ์อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ ถ้าลดจำนวนของพวกมัน อาจทำให้คนเราเจ็บป่วยได้

(2) การทำลายสมดุลของร่างกาย จากแรง (การกระทำ) ภายนอก.

ความสมดุลของร่างกาย ก็คืออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ทั้งภายนอกและภายใน สามารถทำงานได้ตามปกติ ไม่บกพร่อง เช่น หัวใจ สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย สมอง รับส่งคลื่นไฟฟ้าได้ ดวงตา ม่านตาย ทำงานประสานกัน สายตา มองเห็นได้เป็นปกติ หู แก้วหู ทำงานปกติ แต่ถ้า มี "แรงจากภายนอก" มากระทำ ทำให้การทำงานของอวัยวะ สูญเสียหน้าที่ไป ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยปัจจุบัน (อุบัติเหตุ) หรือ ค่อยๆ เกิดขึ้น (การสะสมสารพิษ) การสูญเสียสมดุลของร่างกาย สร้างความเจ็บป่วยให้แก่คนเรา

(3) ความกดดันทางจิต และการบีบคั้นทางอารมณ์.

ความกดดันทางจิต ภายใต้อุปสรรคบางอย่าง เช่น ต้องปฏิบัติภารกิจ ให้เสร็จภายใน เวลาที่กำหนด หรือ ให้ได้ปริมาณ ตามเกณฑ์ ลักษณะการบีบคั้นทางอารมณ์ คือ สภาพที่ "ทนได้" หรือ "ทนไม่ได้" จากแรงดูด-แรงผลัก ภายในจิตใจ (เช่น ความใคร่อยาก ความเกลียดชัง - ราคะ โลภะ โทสะ) การบีบคั้นทางอารมณ์ นำไปสู่ ความกดดันทางจิต อาจส่งผลให้ การควบคุมอวัยวะ ทั้งภายใน และภายนอก ของร่างกาย สูญเสียไป ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยได้.

การที่ไวรัส และ แบคทีเรีย [1] หรือ แรงจากภายนอก หรือ ความกดดัน-การบีบคั้น เข้า "โจมตี" ร่างกาย จิตใจ เป็นเพียง "ปฏิกิริยา" ทางธรรมชาติ ของสิ่งมีชีวิต หรือ สิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่เคลื่อนไหวได้[2] ปฏิกิริยา ที่ว่านี้ เป็นไปตามกฏทางฟิสิคส์ อธิบายได้ว่า การโจมตี ของเชื้อโรค แรงหรือ การกระทำ จากภายนอก ความกดดัน-การบีบคั้น ต่างๆ เหล่านี้ ก็คือ "แรงกด" (หรือ แรงโน้มถ่วง) ของวัตถุ ตามกฎฟิสิคส์.

การสร้าง ภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย หรือ การหลบหลีก ความกดดัน-การบีบคั้น ก็คือ ร่างกายทำหน้าที่ สร้าง "แรงดัน" จากภายใน เพื่อต่อสู้กับ "แรงกด" เพื่อให้ร่างกาย มีสมดุล อวัยวะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

ผลเป็นดังนี้ ถ้า "แรงกด" (การโจมตี แรงกระทำ ความกดดัน-การบีบคั้น) ชนะ "แรงดัน" (ภูมิคุ้มกัน การหลบหลีก การทนได้) ร่างกายก็จะเสียสมดุล เกิดความเจ็บป่วย และ ถ้า "แรงกด" แพ้ "แรงดัน" ร่างกายสามารถรักษาสมดุลได้ ก็ไม่เกิดการเจ็บป่วย (แต่ไม่ใช่ว่า จะไม่ป่วย)

ความเจ็บป่วย จะมีอาการ มากน้อย ขึ้นอยู่กับ การควบคุม ปัจจัย (1) ความรุนแรง ระหว่าง แรงกด กับ แรงดัน ที่ว่านั้น (2) คุณสมบัติ ของ แรงกด และ แรงดัน ที่สามารถ ลบล้างกันได้ (เหมือน - บวกกับ + มีค่าเท่ากับ 0) มากน้อยเพียงใด อย่างไร (3) จำนวนครั้ง ของการปะทะกัน ระหว่าง แรงกด กับ แรงดัน หากเกิดการปะทะ กันบ่อยๆ ร่างกายอาจเจ็บป่วยได้ เช่น ตากฝนบ่อยๆ อาจทำให้เป็นหวัดได้

หมายเหตุ

[1]-ไวรัส และ แบคทีเรีย มีอยู่แล้ว ตามธรรมชาติ ไม่ใช่เชื้อโรค มันจะถูกลงทะเบียน ว่าเป็น "เชื้อโรค" ก็ต่อเมื่อ ภูมิคุ้มกันร่างกาย สู้มันไม่ได

[2]-สิ่งที่ไม่มีชีวิต และเคลื่อนไหวได้ ย่อมถูกแรงจากภายนอก มากระทำ ตลอดเวลา "อาการเจ็บป่วย" ของมัน ก็คือ ทำให้มัน สูญเสียสภานะเดิมไป เช่น การบุบสลาย เพราะถูกชน การย่อยสลาย เพราะสารเคมีไปกระทำ

แรงกด และ แรงดัน ที่มีผลต่อการการรักษาสมดุล ของร่างกาย มีความอ่อนไหวมากกว่า แรงกดและแรงดัน ของวัตถุระดับอะตอม หลายล้านล้านเท่า มนุษย์มีความอดทน (ระดับสมดุล) แคบมากๆ เมื่อเทียบกับสัตว์บางเผ่าพันธุ์ วัตถุ และธาตุ ทุกชนิดในเอกภพ เช่น มนุษย์ มีความคงทนต่อ ความแตกต่างของอุณหภูมิได้ = -20 องศาเซลเซียส - 45 องศาเซลเซียส ทั้งๆ ที่ในเอกภพ (อวกาศ) มีความต่างของอุณภูมิ ตั้งแต่ -273 องศาเซลเซียส ถึง ล้านล้านองศาเซลเซียส

igood-end
12 เมษายน 2559

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ป.ตรี ม.แสตมฟอร์ด (Bachelor degree: UG General - Stamford International University)
line

:ประตูสวรรค์-ทางหมารอด-กับดัก

มีอยู่สามสิ่ง ที่เราจะต้องเผชิญ และต้องเรียนรู้ ที่จะอยู่กับมัน เอาชนะมัน หรือ ยอมแพ้เป็นทาสมัน คือ

หนึ่ง ประตูสวรรค์
สอง ทางหมารอด
สาม กับดัก

ประตูสวรรค์ คือหนทางไปสู่ความสำเร็จ จะแคบมาก ความสำเร็จ มันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก จะต้องเจออุปสรรค การท้าทาย อีกมากมาย บางครั้งก็ผิดหวัง บางครั้งก็สมหวัง

ทางหมาลอด มันกว้างแค่เอาลำตัวลอดไปได้ เหมือนสุนัขที่หนีเอาตัวรอดไปในช่องแคบๆ ได้ มันก็เหมือน "โชค" ที่เข้าข้างเรา ในขณะที่เราพบทางตัน หรือประสบปัญหา วิกฤต แม้หนทางมันจะเล็ก แต่มันก็มีค่า มีความหมายในยามขัดสน และยามคับขัน ซึ่งที่จริงแล้ว คนเราไม่ได้โชคดีทุกครั้งไป

กับดัก นี่ซิ ช่างดูสวยงามและกว้างใหญ่ โอ่อ่า น่าเข้าใกล้ และน่าเสพสัมผัส เพราะความเวิ้งว้างกว้างใหญ่ จึงเป็นที่หมายปองของสัตว์จำพวกเสือ สิงโต สัตว์ล่าเนื้อเหล่านั้น จะแอบซุ่มดูเหยื่อในที่โล่ง

3 สิ่งนี่แหละ คือบทเรียน ที่เราจะต้องเจอ และต้องรู้เท่าทันมัน ทีละเรื่อง ทีละเรื่อง ม้นไม่มาพร้อมกันหรอก

igood-end
26 กันยายน 2558

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดออนไลน์ อย่างอิสระฝึกพูดภาษาอังกฤษ ที่บ้าน กับ TOPICA
line

:พลังงานกาย พลังงานใจ

พลังงาน ที่ถูกใช้ไปกับ "ใจ" มันสิ้นเปลือง ยิ่งกว่า พลังงาน ที่ใช้ไปกับ "กาย"

ความโกรธ กินพลังงาน เปลือง
ความรัก กินพลังงาน เปลืองกว่า
ความสนุก กินพลังงาน เปลือง โดยไม่รู้ตัว
ความขยัน กินพลังงาน พอดี
('ร่างกาย' กินยังไง ก็แค่อิ่ม แต่ 'ใจ' กินเท่าไรก็ไม่พอ)

ความจริงใจ กินพลังงาน น้อย
ความเมตตา-กรุณา ให้พลังงาน มหาศาล
อุเบกขา ให้พลังงาน ยิ่งกว่านิวเคลียร์ (แอนตี้นิวเคลียร์)

ในโลกนี้ ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่า "ความคิดของตัวเอง"
เพราะ มันจะทำให้เรา 'พัง' ก็ได้ หรือ 'สำเร็จ' ก็ได้.
ของฝากจากใจนะ

igood-end
25 กุมภาพันธ์ 2559

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - MSIG - Travel Easy เพื่อนเดินทางตัวจริง
line

:อะไร เป็นต้นเหตุ

สิ่งที่เรียกว่า "โชค" หรือ "ดวง"
มี "กรรม" เป็นต้นเหตุ

สิ่งที่เรียกว่า "กรรม"
มี "ใจ" เป็นต้นเหตุ

สิ่งที่เรียกว่า "ใจ"
มี "กาย" เป็นต้นเหตุ

สิ่งที่เรียกว่า "กาย"
มี "กาม" เป็นต้นเหตุ

สิ่งที่เรียกว่า "กาม"
มี "กิเลส" เป็นต้นเหตุ

"กิเลส" เป็นตัวแปร
ให้ "โชค" หรือ "ดวง"
ดำเนินไป

igood-end
2 กุมภาพันธ์ 2559

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - SE-ED Online Shoppingศูนย์หนังสือ SE-ED Online Shopping
line

:คนสามโลก กล่อง กรอบ นอกกรอบ

(1) โลกของคน ใน "กล่อง"

กล่องทึบ มองไม่เห็นอะไร ไม่ได้ยินอะไร แต่สิ่งที่เห็น และสิ่งที่ได้ยิน ผ่านจินตนาการ ซึ่งไม่ใช่ของจริง คนประเภทนี้ จะอยู่ในโลก ในความคิดของตัวเอง ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า โลกภายนอก เป็นอย่างไร พ่อแม่ ที่เลี้ยงลูกแบบอยู่ในกล่อง ลูกจะอึดอัด และรอวันจะออกไปเผชิญโลกภายนอก ทั้งที่ไม่รู้ ไม่แน่ใจว่า จะต้องเผชิญอะไรบ้าง โชคดีก็มี โชคร้ายก็เยอะ

(2) โลกของคน ใน "กรอบ"

กรอบถูกสร้างขึ้น โดยคนสองฝั่ง คือ จากฝั่งภายนอก เช่น พ่อแม่ เจ้านาย เพื่อน และสังคม วัฒนธรรม เป็นผู้ขีดไว้ให้ กับ ตัวเอง ที่ขีดกรอบให้กับตัวเอง คนกลุ่มนี้ สัมผัสโลกภายนอก จะได้ยินมันด้วยหู และเห็นด้วยตา แต่ไม่มีโอกาส ได้ "สัมผัส" ของจริง ที่อยู่ภายนอก ซึ่งจะรับรู้ เข้าใจจาก ภาพที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ไม่กล้า ที่จะออกไปนอกกรอบ หรือกล้า แต่ยังไม่ถึงเวลา หรือถึงเวลา แต่ไม่มีโอกาส หรือมีโอกาส แต่ยังไม่มีจังหวะ พ่อแม่ที่เลียงดูลูกแบบนี้ คือพ่อแม่ทั่วๆ ไป คนทั่วไปอยู่ในกลุ่มนี้มากที่สุด และเมื่อหลุดจากกรอบได้แล้ว เขาก็จะ "สัมผัส" สิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยได้สัมผัส บางคน ติดกับดัก ถูกลากออกนอกกรอบ จนเลยเถิด แต่บางคน รู้ตัว ประคองตัว กลับเข้าไปอยู่ในกรอบ ได้ทันเวลา รอดตัวไป

(3) โลกของคน นอก "กรอบ"

คือคนที่ไม่สนใจ กฎ ความเชื่อ หรือ กติกา ของสังคม แต่ก็ไม่ต่อต้าน (ยังเป็นคนดี ของสังคม) กล้า ที่จะทำตามความคิดของตัวเอง มักผ่าน เผชิญโชค ทั้งลองผิดลองถูก ถ้าจิตใจเข้มแข็ง ก็โชคดี ไม่เป็นเหยื่อ ของกับดัก ถ้าจิตใจพลั้งเผลอ (คนกลุ่มนี้ ไม่อ่อนแอ แต่อาจมีความกลัวอยู่บ้าง) ก็โชคร้าย กลายเป็นเหยื่อ ของกับดัก เกิดบาดแผลทั้งใจ กาย แต่นั่นคือ บทเรียน ที่คนในกรอบ และในกล่อง ไม่รู้จัก ถ้ารอดพ้นวิกฤตินั้นมาได้ ก็จะกลายเป็น "วัคซีน" ทำให้จิตใจเข้มแข็ง ก็ยิ่งมั่นใจ กับการใช้ชีวิต นอกกรอบ

คุณ เป็นคนประเภทใด?

ข้อควรระวัง

(1) คิดจะออกจากกล่อง ออกได้ทุกเมื่อ แต่ ต้องเลือกเพื่อน เลือกสังคม และเก็บกุญแจกล่องไว้ เผื่อว่า อาจมีบางเวลา ที่เราจะต้องเข้าไปหลบในกล่อง เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤต และรู้ตัวว่า สู้มันไม่ได้ (เช่น กลับบ้านเถอะลูก เพราะบ้าน คือกล่องที่อบอุ่นที่สุด)

(2) คิดจะออกจากกรอบ อย่า "ตัด" กรอบทิ้ง หรือทำให้กรอบ ฉีกขาด เพราะอาจมีบางเวลา ที่เส้นของกรอบ จะป้องกันภัยให้เราได้ หรือ เป็นเขต "ยับยั้ง" ความประมาท เลินเล่อ ของเราได้ เก็บกรอบไว้ เผื่อชั่วโมง "เวลานอก" คิดก่อนตัดสินใจ พักกายเมื่อเหนื่อย พักใจเมื่อท้อ มันปลอดภัย ที่อยู่ในกรอบ (เช่น มีเจ้านายเป็นกรอบ ลาออกแล้ว ก็ยังมีโอกาสกลับไปใหม่ได้ อย่าตัดกรอบ ให้เจ้านาย ด่าลับหลัง)

(3) อยู่นอกกรอบ อยู่นอกกล่อง ให้ระวัง "ร่อง" อุบัติเหตุ มันคือ "กับดัก" ต้องประคองใจ ประคองกาย อย่าไหล ไปเป็นเหยื่อ ให้รีบรู้ตัว เข้าไปหาครู หาผู้รู้ ยึดเหนี่ยวไว้.

igood-end
5 ส.ค.2558

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - SE-ED Online Shoppingศูนย์หนังสือ SE-ED Online Shopping
line

:4-ฝ สร้างฝัน

ฝ-ฝึก ทำเถอะ ในขณะที่ยังเป็น "นักศึกษา"
(ผิดได้ พลาดได้ แก้ไขได้ ง่ายกว่า ตอนวัยทำงานแล้ว ถ้าพลาด ไม่มีโอกาสแก้ตัว)

ฝ-ฝาก ทำเถอะ ในขณะที่ยังมี "เวลา"
(หมดเวลา จะไม่มีใคร ให้รับฝาก โดยเฉพาะ เวลา ชีวิต)

ฝ-ฝืน ทำเถอะ ในขณะที่ยังมี "กำลัง"
(เพราะ ถ้าหมดกำลัง หรือป่วย มันฝืนอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะ การฝืนใจ หักห้ามกิเลสตัวเอง

ฝ-ฝัน ทำเถอะ ในขณะที่ยังมี "หัวใจ"
(คนไร้ใจ จะไม่มีความฝัน).

igood-end
5 ส.ค.2558

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้มากถึง 16 ชั่วโมง ต่อวันเรียนภาษาอังกฤษที่บ้าน กับ TOPICA
line

:เปลี่ยน แปลง

อยากจะ 'เปลี่ยน' อะไร ก็เปลี่ยนเถอะ
แต่อย่า 'แปลง' เพราะการเปลี่ยน
อยากจะ 'เปลี่ยน' 'หัวใจ' ก็เปลี่ยนเถอะ
แต่อย่า 'แปลง' 'ความรัก'
แต่ถ้าจะเปลี่ยน ความรัก ก็เปลี่ยนได้ (ถ้ามันจำเป็น)
แต่อย่าง แปลง 'มิตรภาพ' ก็แล้วกัน..

igood-end
4 ส.ค.2558

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ป.ตรี ม.แสตมฟอร์ด (Bachelor degree: UG General - Stamford International University)
line

: จิต ๔

จิตวุ่น สร้าง งาน
จิตว่าง สร้าง สุข
จิตสงบ สร้าง สมาธิ
จิตสะอาด สร้าง พุทธ-นิพพาน

igood-end
14 ก.ค. 2558

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - MSIG - Travel Easy เพื่อนเดินทางตัวจริง
line

:ฝันฟ้าเดียวกัน

ระบำแสง สายฟ้า ผ่ากลางหาว
วับวาบวาว ราววาด ด้วยหัตถี
เทพพิโรธ หรือพิลาส มิอาจชี้
ราตรีนี้ ดีร้าย อย่างไรกัน

พลเมือง เรืองรอง ท่องกรุงเทพ
พากันเสพ สุขสวย ด้วยแรงฝัน
ชนบท บดดิน กินเผือกมัน
ฟ้าเดียวกัน แต่ฝันต่าง แสนห่างไกล.

igood-end
๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๘

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - SE-ED Online Shoppingศูนย์หนังสือ SE-ED Online Shopping
line

:ความรักของนางสีดา กับ ทศกัณฐ์

ความผิดพลาดอย่างเดียวของทศกัณฐ์
คือ ... "ฝากหัวใจไว้กับคนอื่น"
ความถูกต้องประการเดียว ของนางสีดา
คือ ... รักพระราม (เพียงคนเดียว)

ถ้านางสีดา ไปรัก ทศกัณฐ์ จะเกิดอะไรขึ้น?
(1) นางสีดา ก็จะ อกหัก ไปตลอดกาล เว้นเสียแต่ว่า ทศกัณฐ์ จะฝากหัวใจไว้กับนางสีดา
(2) พระลักษณ์ กะ พระราม จะชกกัน เพราะไม่มี นางสีดา เป็นกรรมการห้าม

igood-end
8 มิถุนายน 2558

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้มากถึง 16 ชั่วโมง ต่อวันเรียนภาษาอังกฤษที่บ้าน กับ TOPICA
line

:โง่ กับ ปัญญา

"Life will not be like you think. But like you do."
ชีวิตอาจจะไม่เป็นอย่างที่คุณคิด แต่ชีวิตจะเป็นอย่างที่คุณทำ"

ชีวิต เป็นไปเพราะ "คุณธรรม" (คุณทำ)
ดังนั้น ...
ชีวิต จึงเป็นไปตาม "ลิขิต" (ลิขิตกรรม).
Life being by your goodness. So life were done by fated.

คนเรา โง่ เท่าที่ตนเอง มี ปัญญา
คนเรา มี ปัญญา เท่าที่ตนเอง โง่

ความโง่ เป็น "เม็ด" (เม็ดโง่)
ปัญญา เป็น "ถัง" เอาไว้ใส่ เม็ดโง่
ดังนั้น
ขนาดถัง (ถังปัญญา) ใหญ่-เล็ก เท่ากับ เม็ดโง่ที่มี (นั่นแหละ)
เม็ดโง่เยอะ ถังก็ใหญ่ เม็ดโง่น้อย ถังก็เล็ก

 

เห็น "เม็ดเงิน" มีค่ากว่า "เม็ดโง่" ถังปัญญา ก็ใหญ่ขึ้น
เห็น "เม็ดโง่" มีค่ากว่า "เม็ดเงิน" ถังปัญญา กลับใหญ่ขึ้นอีก
เห็น "เม็ดโง่" และ "เม็ดเงิน" มีค่าก็แค่ "เม็ด" ถังปัญญา ก็เล็กนิดเดียว
ไม่มี ทั้ง "เม็ดโง่" และ "เม็ดเงิน" ทั้งที่เห็นมันจะจะ ถังปัญญา ก็ว่างเปล่า.

*ถ้า เงิน เป็น "เม็ด" (เม็ดเงิน) เงิน ก็ไม่ใช่ เหรียญ และ ไม่ใช่ แบงค์
*ความโง่ ก็เป็น "เม็ด" (เม็ดโง่) ได้เหมือนกัน (โง่ ไม่ใช่ควาย ไม่ใช่เต่า และไม่ใช่ตุ่น)

igood-end
๙ มิถุนายน ๒๕๕๘

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ป.ตรี ม.แสตมฟอร์ด (Bachelor degree: UG General - Stamford International University)
line

:โง่บัดซบ

เมื่อรู้สึกว่า 'ทุกข์' [1] ณ ขณะใด นั่นไม่ใช่ 'ความทุกข์'
มันเป็นแค่ 'เหตุการณ์' ที่ผ่านมา แล้วก็ ผ่านไป

เมื่อรู้สึกว่า 'สุข' [2] ณ ขณะใด นั่นไม่ใช่ 'ความสุข'
แต่มันคือ 'ความทุกข์' แท้ๆ

แต่ถ้า 'มองเห็น' วัตถุ บุคคล เหตุการณ์ ณ ขณะใดๆ ว่า
มัน ก็คือ วัตถุ บุคคล หรือ เหตุการณ์ ที่ ผ่านมา แล้วก็ ผ่านไป
ไม่เที่ยงแท้ถาวร (อนิจจตา) จึงไม่มีตัวตน (อนัตตตา) ที่ทรงสภาพเดิมอยู่ได้ (ทุกขตา)

นั่นเท่ากับว่า 'เห็นทุกข์' แท้ๆ
แล้วคุณ จะพบ บางสิ่ง ในใจ ขึ้นมาแทนที่
เป็นภาวะ 'ความว่าง' (สงบ สันติ อหิงสา)
นั่นแหละ "ความสุข" แท้จริง.

ความทุกข์ มันคือ ปีศาจ มันไม่ได้โง่ อย่างที่เราคิดหรอก
มันก็รู้ว่า มนุษย์ ชอบในสิ่งที่เรียกว่า 'สุข'
เรื่องอะไร ที่มันจะหยิบยื่น สิ่งที่เรียกว่า 'ทุกข์' ให้เราล่ะ

แน่นอน มันเหนือกว่าเรา ที่หลอกมนุษย์อย่างเราได้
ชนิดที่เรียกว่า 'โง่บัดซบ!'
และมันก็เป็นเช่นนั้น
เป็นเช่นนั้น มานานแล้วด้วย
'โง่บัดซบ!!'

[1]
ทุกข์ = ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ อึดอัด ขัดเคือง = อยากหนีไปให้ไกลๆ = ผลัก
ทุกข์ = จิตในสภาวะ ตรงข้ามกับ -สวยงาม, -ไพเราะ, -หอม, -อร่อย, -นุ่มนวล, -เคลิบเคลิ้ม

[2]
สุข = สบายกาย สบายใจ = อยากอยู่ในห้วงเวลานั้น นานๆ = ดูด
สุข = จิตในสภาวะ "อร่อย" ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

igood-end
ดิน หิน ฟ้า
๑๐ มกราคม ๒๕๕๘

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - MSIG - Travel Easy เพื่อนเดินทางตัวจริง
line

:ตอนเกิด กับ ตอนจบ.

ตอนเกิด สวย แต่ ตอนจบ เศร้า = ความรัก
ตอนเกิด เศร้า แต่ ตอนจบ สุข = ความเสียสละ
ตอนเกิด เศร้า และ ตอนจบ ก็ เศร้า = ความริษยา
ตอนเกิด สุข ตอนจบ เศร้า = ความตาย
ตอนเกิด ไม่มี ตอนจบ ก็ ไม่มี = ความเป็นอมตะ.

igood-end
๒๕ มกราคม ๒๕๕๘

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - SE-ED Online Shoppingศูนย์หนังสือ SE-ED Online Shopping
line

:คุณค่าของ เงิน เวลา เพื่อน ปริญญา และสัญชาติญาณ

'ความจน' ทำให้คน เห็นคุณค่า ของ 'เงิน'
'ความเพลิดเพลิน' ทำให้คน เมินคุณค่า ของ 'เวลา'
'ความริษยา' ทำให้คน มองไม่เห็น คำว่า 'เพื่อน'.

'ใบปริญญา' มันไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย
เมื่อเผชิญกับ 'สัตว์ร้าย' ในป่าพงพี
'เงิน' ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเราเช่นกัน
เมื่อต้องเผชิญกับ 'โรคร้าย' ในป่าคอนกรีต และดงไอโฟน

สัญชาตญาณ ของการเอาตัวรอด จะมีชีวิตรอด ในป่าพงไพร
สัญชาตญาณ ของการปกป้อง จะรอดพ้น จากคนปองร้าย

ค่าของ 'คน' คือ การค้นหา 'ความหมาย' จาก 'การทำงาน'
ค่าของ 'เดรัจฉาน' คือ การเสพ 'ความอร่อย' จาก 'เหยื่อ' ที่หามาได้.

ปริญญา ปรัชญา
.
ปริญญา เป็น ส่วนหนึ่ง ของการจบการศึกษา
แต่ ...
ปรัชญา เป็น ทั้งหมด ของการศึกษา
ดังนั้น ...
ตราบใด ถ้ายัง ไม่ทิ้ง ปรัชญา
ปริญญา ก็จะยังคง อยู่กับเรา ตราบนานเท่านาน.

igood-end
๒๒-๒๕ มกราคม ๒๕๕๘

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้มากถึง 16 ชั่วโมง ต่อวันเรียนภาษาอังกฤษที่บ้าน กับ TOPICA
line

:จำ ลืม ปลื้ม โรย ชรา เร็ว

อยากให้ลืม แต่กลับ จำ คือ ความรัก
อยากให้จำ แต่กลับ ลืม คือ ความหลง
อยากให้ปลง แต่กลับ ปลื้ม คือ ความลวง
อยากให้รุ่ง แต่กลับ โรย คือ เรือนร่าง
อยากเหินห่าง แต่กลับ ชิดใกล้ คือ ชรา
อยากให้ช้าช้า แต่กลับ เร็ว คือ ใจเรา (ใจฟุ้งซ่าน).

เรายังจำกันได้ ไม่ต้องนานหรอก
เอาแค่หมดลมหายใจ แล้วก็ลืม.

igood-end
๓๐ ต.ค.๒๕๕๗

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ป.ตรี ม.แสตมฟอร์ด (Bachelor degree: UG General - Stamford International University)
line

:ความรัก หรือ ความปรารถนาทางเพศ

โดย ดิน หิน ฟ้า
11 ธ.ค. 2557

ความรัก กับ ความปรารถนาทางเพศ หรือ sex เป็นความรู้สึกทางจิตใจ ที่อยู่คนละส่วนกัน และ มิใช่มิติเดียวกัน ความรัก มีความซับซ้อนมากกว่าเซกส์.

ความรัก มีความลึกซึ้ง และมีพลังมากกว่าเซกส์ และ ความรัก มีคุณค่า เหนือกว่า เซกส์ เป็นพันเท่า.

สัตว์ ไม่อาจแยกแยะความรู้สึกรัก กับ เซกส์ ได้เลย เราอาจเข้าใจผิดว่า พฤติกรรมการปกต้องครอบครัวของมัน คือ ความรัก ความจริงไม่ใช่ มันคือ สัญชาติญาณการปกป้อง ที่จะอยู่รอดในโลกใบนี้ ดังนั้น สัตว์จึงมีได้แค่ สัญชาติญาณแห่งความอยู่รอด ซึ่งแสดงออกได้ 2 ทาง คือ การปกป้องตนเองและครอบครัว และ การสืบเผ่าพันธ์.

คนโง่ (ปุถุชน) เท่านั้น ที่ไม่สามารถแยกแยะความรัก กับ เซกส์ ออกจากกันได้ ความรู้สึก "อร่อย" ในการเสพสมทางเพศ ทำให้คนโง่เหล่านั้น ไม่มีปัญญาคิด ในมิติความรักที่สูงกว่านั้นได้ มันเป็นแค่ ความปรารถนาใคร่อยาก ถ้าจะนับว่ามีความรักหรือไม่ ก็นับได้แค่ ความรักในมิติที่ 1 เท่านั้น ไม่สูงเกินไปกว่านี้.

เขยิบสูงขึ้นมา มนุษย์ และ เทพ สามารถแยกแยะความรู้สึกเหล่านั้นได้ แต่ต่างกันตรงที่ มนุษย์ผู้อ่อนแอ มักถูกความปรารถนาใคร่อยาก เข้าครอบงำ ทำให้ไม่อาจแยกความรัก กับความปรารถนาทางเพศได้ และมักนำมันมาปะปนกัน และเรียกความรู้สึกทางเพศนั้นว่า "รัก" ซึ่งนั่นไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของคำว่า รัก.

ส่วนเทพ แม้จะยังมีความรู้สึกทางเพศอยู่บ้าง แต่มันไม่ใช่ในความหมายเดียวกันกับที่ มนุษย์เป็น มนุษย์รู้สึก เพราะมันไม่มีร่าง ที่จะให้เสพสม มันเป็นแค่ ความรู้สึก แต่ถ้าปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้น มารบกวนบ่อยๆ ก็จะเกิดอาการ เทวดาตกสวรรค์ ได้เหมือนกัน ซึ่งมีกันให้เห็นบ่อยไป มันก็เกิดขึ้นได้ สำหรับเทวดาชั้นต่ำ และนี่เอง จึงเกิดรอยต่อหรือช่องว่าง ระหว่าง ความรู้สึกทางเพศของคนชั้นเทพ กับ คนชั้นมนุษย์.

หากคราวใด ที่คนเรารู้สึกทางเพศ ความรัก ก็จะด้อยค่าลง ในสัดส่วนที่ขึ้นอยู่กับ ความปรารถนาทางเพศ มันไม่มีเกณฑ์มาวัดความแน่นอนได้ เพียงแต่คาดคะเนเอา ในทางตรงกันข้าม เมื่อความรัก เกิดขึ้นในมิติที่สูงขึ้นตามลำดับ ความปรารถนาทางเพศ ก็จะยิ่งลดลง เป็นลำดับ.

ความรัก อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ ความซื่อสัตย์ ความเสียสละ ความขยัน และ ความยุติธรรม ส่วนความปรารถทางเพศ อยู่ในกลุ่มเดียวกับ ความโกรธแค้น ความเกลียดชัง อาฆาต พยาบาท.

ความรักนั้น พัฒนาได้ เพราะเป็นสิ่งสูงส่ง และบริสุทธิ์ ส่วนความใคร่อยากทางเพศ พัฒนาไม่ได้ มีแต่พาให้คนเสื่อมต่ำ เพราะมันเป็นสกปรก และไม่บริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้ พระผู้เป็นเจ้า จึงวางกฏเกณฑ์ไว้ว่า เพื่อความผาสุกของสังคม จึงให้มนุษย์มีรักเดียว ผัวเดียว เมียเดียว (เพราะแค่คนสองคน ก็ทะเลาะกันได้แล้ว).

ชาวบ้านมักเปรียบเทียบสิ่งที่เข้ากันไม่ได้ว่า ขมิ้นกับปูน นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า ธรรมะ กับ อธรรม นั้นไปด้วยกันไม่ได้ แต่ในโลกของความเป็นจริง กลับจะนำเอาสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้ มาผสมปะปนกัน จนเกือบจะเป็นศาสตร์ใหม่ไปแล้ว นั่นคือ ทำให้คนเชื่อถือ ยอมรับว่า ความรัก กับ ความใคร่อยากทางเพศ นั้น คือสิ่งเดียวกัน.

นั่นคือผลิตผล ที่ก่อให้เกิดสังคมของ บุคคลเพศที่สาม ในโลกและในประเทศไทย.

กลุ่มคนเพศที่สาม จัดเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้สึกลุ่มลึกมาก ที่จะตัดสินแยกตัวเอง ออกมาจากเส้นแบ่งระหว่างความรัก กับ ความปรารถนาทางเพศได้ แม้ว่าพวกเขาบางคน จะมีทั้งสองอย่างในตัวคนเดียว คือ ทั้งเพศทางกาย และความรู้สึกเป็นชาย เป็นหญิง.

ร่างกายเป็นพื้นฐานของปัญญาคิด จิตวิญญาณ เป็นพื้นฐานของการตัดสินใจทางเลือก.

ความเป็นหญิง เป็นชาย มีความรู้สึก ความเห็น และก็มีพฤติกรรม ที่แตกต่างกันได้ชัดเจน และนั่นหมายถึง มีปัญญาคิดที่จะแยกแยะ ความปราถนาใคร่อยากทางเพศ กับ ความรู้สึกรักได้ชัดเจนกว่า บุคคลที่มีสภาวะจิตที่ขัดแย้งกับภาวะทางร่างกาย.

ลองมาคิดดูกันเถิดว่า หากประชากรของประเทศไทย เต็มไปด้วยบุคคลเพศที่สาม จะเกิดอะไรขึ้น สถานะความเป็นเพศที่สาม มันประกอบด้วย "ความรู้สึก" + "อิทธิพลทางสังคม" + "วิบากกรรม" (วิบากกรรม = ผลกรรมที่ก่อเกิดต่อกันมาจากอดีต) อาศัยปัจจัย อิทธิพลทางสังคม ซึ่งนับวันจะมีอิทธิสูงขึ้นตามลำดับ จากการเปิดกว้างการรับรู้ สื่อสาร การให้เสรีภาพ ซึ่งมันกลายเป็นพลังผลักต่อเนื่อง ให้ความรู้สึกทางเพศที่บิดเบี้ยวตามธรรมชาติ ผันแปร และเป็นตัวเร่ง ให้เกิดผลในรอบต่อๆ ไป จึงไม่น่าแปลกใจว่า ปัจจุบัน ทำไม บุคคลเพศที่สาม จึงมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่าต่อเนื่อง จนถึงกลับรวมกลุ่มกันเรียกร้อง สิทธิทางกฎหมาย ให้เท่าเทียมกับ คนปกติ.

เป็นไปได้ไหมว่า สื่อสารมวลชน คือ ช่องทางหนึ่ง ที่เป็นปัจจัยกระตุ้น และเป็นปัจจัยเร่ง ให้เกิดการเรียกร้องสถานภาพ เพศที่สาม กันขึ้นมาในสังคม บุคคลเพศที่สาม ไม่ใช่คนไม่ดี ในความรักมิติต่ำๆ นั้น ยังพอดำรงอยู่ และยังรับฟังกันได้ แต่ในมิติที่สูงกว่านั้น ไม่อาจยอมรับได้ โดยเฉพาะในระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงกับบัญญัติ เป็นข้อห้าม มิให้บัณเฑาะว์ (เพศที่สาม) มาบวชในพระพุทธศาสนา เพราะพวกเขาไม่อาจบรรลุธรรมวิเศษขั้นสูงได้ ถ้าให้เข้ามาบาช ก็จะเกิดภาวะ "มันเสียของ" เพราะหลักธรรมของพุทธนั้นสูงส่ง อาจทำให้คนชั้นต่ำ นำไปอ้างใช้เป็นเครื่องมือ หรือประโยชน์ส่วนตน ซึ่งมันก็เกิดขึ้นแล้ว และเกิดบ่อยครั้งมากในประเทศไทย เช่น พระนอกรีตทั้งหลาย ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ จนไม่มีใครสนใจจะเข้ามาจัดการแก้ไข "ขยะ" เหล่านั้น กรมการศาสนา มีไว้แค่เป็นชื่อแขวนไว้โก้ๆ เท่านั้น.

ดูเพิ่มเติม เรื่อง ความรัก ๑๑ มิติ ซึ่งเขียนโดย บรมครูและผู้นำแห่งจิตวิญญาณ สมณะโพธิรักษ์ สำนักพิมพ์ ฟ้าอภัย.

igood-end
11 ธันวาคม 2557

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - SE-ED Online Shoppingศูนย์หนังสือ SE-ED Online Shopping
line

:บทเรียนจาก มาเลฟิเซ่น

บทที่ ๑

ถ้าคิดว่า เจ้าคือ นางฟ้า เจ้าก็คือ นางฟ้า
ถ้าคิดว่า เจ้าคือ ซาตาน เจ้าก็คือ ซาตาน
เพราะ ... ในตัวเจ้า ก็มีทั้ง นางฟ้า และ ซาตาน สิงอยู่

ถ้าเจ้าเลือกเป็น นางฟ้า ... ซาตาน ก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้
แต่ ถ้าเจ้าเลือกเป็น ซาตาน เจ้าจะคืนร่าง เป็น นางฟ้าอีก ได้ยากแสนยาก

เมื่อใด นางฟ้า ที่สวมจิตวิญญาณของ ซาตาน
เมื่อนั้น คำสาปแช่งของนาง จะร้ายกาจ เป็นทวี และมิอาจถอนคำสาปนั้นได้ มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะถอนคำสาปได้ นั่นคือ ... 'ความรัก' 'ความเมตตา' และ 'ความกล้าหาญ' ที่อยู่ในตัวเจ้า

เจ้าจงค้นหามัน โดยเฉพาะ ความกล้าหาญที่จะยอมแลก 'หัวใจ' ของเจ้า ให้แก่ซาตาน เพื่อปกป้อง คนที่เจ้ารัก

ดังนั้น ถ้าเจ้าไม่รู้ตัวว่า เจ้าคือ นางฟ้า หรือ ซาตาน โปรดอย่า สาปแช่ง ผู้ใดเป็นอันขาด

มาเลฟีเซ่น

บทที่ ๒

ได้โปรด อย่าเพิ่งมอบความรัก อันบริสุทธิ์ของเธอ ให้กับคนที่เธอสัมผัสแรก เพราะสัมผัสแรก มันจะมาพร้อมกับ ม่านหมอก ที่เธอมองไม่เห็น

ถ้าเธอตัดสินใจ มอบความรักบริสุทธิ์ ไปแล้ว เธอจะถอนมันกลับคืนอีกไม่ได้

เมื่อกาลเวลาผ่านไป ม่านหมอกจางลง เธอก็จะพบว่า ความรัก ที่ยื่นมาให้เธอ สัมผัสแรกนั้น อาจเป็นสัมผัสของ ปีศาจ หรือ เทพ หรือ ของมนุษย์ ก็ได้

เพราะ ... 'สัมผัสรักบริสุทธิ์ มักมาสายเสมอ'

มาเลฟีเซ่น

บทที่ ๓

โปรดแบ่งหัวใจของเธอ ให้นางฟ้า ได้อยู่เป็นเพื่อน
เพราะนางฟ้า จะคอยเตือน เมื่อเธอเผลอใจ
เพราะนางฟ้า จะคอยปลอบ เมื่อเธอเสียใจ
เพราะนางฟ้า จะอยู่เป็นเพื่อน เพื่อเธอเดียวดาย
เพราะนางฟ้า จะสลายความโศกเศร้า ให้เธอ.

igood-end
07 พฤศจิกายน 2557

หมายเหตุ* นางฟ้า ยุคดิจิตัล ออนไลน์ ก็ใช้เฟสเป็นนะจ้ะ. . .มาเลฟีเซ่น..

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้มากถึง 16 ชั่วโมง ต่อวันเรียนภาษาอังกฤษที่บ้าน กับ TOPICA
line

:เวลา ชีวิต

เวลา ชีวิต เป็นของคู่กัน
ความรัก ความเกลียดชัง ไม่ยั่งยืน
ลาภยศ ครอบครัว ไม่อาจอยู่กับเราตลอดไป
แต่ ...
ความดี ที่เราเป็น
จะอยู่กับเรา ตลอดไป
และอยู่ในใจของ ... ทุกคน

igood-end
9 กันยายน 2557

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ป.ตรี ม.แสตมฟอร์ด (Bachelor degree: UG General - Stamford International University)
line

:ความตาย มิใช่ คำตอบของชีวิต

"ตาย" ไม่ได้หมายถึง การสิ้นสุดของชีวิต (end of life)
เพราะ "ชีวิต" ประกอบด้วย องค์สี่ประการ คือ
(1) ร่ายกาย (body)
(2) จิตใจ (mind)
(3) จิตวิญญาณ (soul)
(4) วิบาก (effect)

การตาย จึงเป็นการเปลี่ยน ร่างกาย กับ จิตใจ เท่านั้น จิตวิญญาณ และ วิบาก นั้น ยังคงอยู่กับเราไปตลอดกาลนาน จิตวิญญาณ คือ ความรู้สึก ความรู้ (ทั้งฝ่ายดี และฝ่ายเลว) วิบาก คือ ผลของการกระทำ ที่มาจาก ความรู้สึก และความรู้ ของแต่ละบุคคล

การเกิดใหม่ จึงเป็น การเรียนรู้ใหม่ อีกรอบหนึ่ง การตายไป จึงเป็น การสิ้นสุดการเรียนรู้ ในรอบนั้น การเกิด จึงมีทั้ง การเกิดใหม่ ทางร่างกาย และจิตใจ กับ การเกิดใหม่ ทางวิญญาณ การเกิดใหม่ทางร่างกายและจิตใจ จึงต้องมีการเริ่มต้น ทบทวน แล้วต่อยอด การเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณ ต่อยอดได้เลย เพราะอาศัยร่างเดิม ความรู้เดิมที่มีอยู่แล้วในขณะนั้น

พื้นฐานที่สุด ของ สังขารธรรม คือ

1. วัตถุ ไม่มีการกระทำใดๆ จึงไม่มีวิบาก ไม่มีชีวิต มีแต่ "แรง" ที่มีอยู่ในตัว (พลังงานจลน์) และ แรงที่มากระทำต่อมัน (พลังงานศักดิ์)

2. พืช ทำตาม "สิ่งแวดล้อม" มันเคลื่อนไหว ตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่แวดล้อม ที่มันยึดเกาะอยู่ แน่นอน พืช จึงไม่มีความรู้สึก ไม่มีจิตใจ ไม่รู้จักเงื่อนไข กล่าวได้ว่า "พืช เสพพลังงาน ให้อยู่รอด"

3. สัตว์ ทำตาม "เงื่อนไข" เพื่อรักษาชีวิตให้อยู่รอด สัตว์มีแต่ความรู้สึก แต่ไม่มีความรู้ ความรู้ของสัตว์ มีได้แค่ "เงื่อนไข" สัตว์ จึงไม่รู้จักเหตุผล ไม่รู้ดี ไม่รู้ชั่ว ดังนั้น วิบากของสัตว์ จึงต่อเนื่องยาวนาน (วัฏฏะ) กล่าวได้ว่า "สัตว์ เสพอาหาร เป็นชีวิต" (ถ้าไม่มีอาหาร ก็ไม่มีชีวิต)

4. คน ทำตาม "เหตุผล" ทำตามอำนาจ "กิเลส" ซึ่งอาจเป็นสิ่งขัดแย้งกันเอง เกณฑ์ขัดแยังของคน คือ 'ดี' กับ 'ชั่ว' 'ถูก' กับ 'ผิด' 'จริง' กับ 'เท็จ' และ 'คุณประโยชน์' กับ 'โทษทุกข์' ดังนั้น คน จึงมีนรก มีสวรรค์ มีวิบาก ที่ต่อเนื่องยาวนาน เป็นวังวน (วัฏฏะ) กล่าวได้ว่า "คน เสพวิบาก เป็นอาหาร"

5. เทพ ทำตาม "ความรู้สึก" ที่ตนเห็นว่าดี เห็นว่าถูก เห็นว่าจริง เห็นว่ามีคุณประโยชน์ ดังนั้น วิบาก ของเทพ จึงมีสวรรค์ เป็นขั้นต่ำ และมี "บุญ" เป็นเป้าหมาย บุญ จึงเป็น วิบากของเหล่าเทพทั้งหลาย กล่าวได้ว่า "เทพ เสพบุญ เป็นวิบาก"

6. ธรรม ทำตาม "กุศล" ที่ตนมี ตนเป็น ไม่ต้องมีเหตุผล มากำหนดการกระทำใดๆ หรือ ไม่ได้ทำตามอำนาจ หรือ พลังใดอะไร มาคอยบังคับให้ทำ เพราะ กุศล คือที่สุดของ สังขารธรรม ที่ไม่มีกรรม ไม่มีวิบาก เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ และในเอกภพ กล่าวได้ว่า "ธรรม" เสพกาละ (เวลา) เป็น กุศล" (เป็นผู้อยู่เหนือกาลเวลา)

คุณก็เป็นสังขารธรรมอันหนึ่ง ในเอกภพนี้ การเกิด ตาย จึงมิใช่อำนาจของท่าน ที่ท่านจะตัดสินด้วยตัวของท่านเอง แต่เป็นเพราะสิ่งหนึ่ง ที่ติดตัวท่านมาตลอดกาล และมันก็จะติดตัวท่านตลอดไปอีกเช่นกัน จนกว่า ... จนกว่า ...

igood-end
6 ตุลาคม 2557

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - MSIG - Travel Easy เพื่อนเดินทางตัวจริง
line

:คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า?

คนไทย ชอบมองไปข้างหน้า แต่ไม่มองตัวเอง
ว่าตัวเองเป็นใคร (เออ...รู้น่าว่าเป็นใคร) หรือ
ตัวเองมีศักยภาพแค่ไหน (คนไทย แน่ที่สุดแล้ว)

อยากในสิ่งที่คนอื่นเขามีกัน แต่กลับไม่มี 'ภูมิคุ้มกันตัวเอง'
มองข้างหน้า เห็นแต่ 'สิ่งหอมหวาน' (ภาพลวงตา) ...[*1*]
แต่มองไม่เห็น 'อุปสรรค' (ภาพจริง)

คิดจะแข่งกับคนอื่น แต่ไม่เคยแข่งกับตัวเอง
'ประโยชน์ตน' ต้องมาก่อน (โว้ย!) ...[*2*]
'ประโยชน์สาธารณะ' มาทีหลัง (ว่ะ!) ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ!

ทั้งโง่ ทั้งหยิ่ง ทั้งไร้วินัย สมกับที่เขาว่า
"มักง่าย งมงาย ไร้วินัย ใฝ่อบายมุข
สุขระเริง เหลิงอำนาจ ทาสริษยา บ้าบารมี"
.
จึงหลอกตัวเองทุกวัน ว่าเก่งจะเป็น นิคส์ (NICS) ...[*3*]
หรือ คิดจะเป็นฮับ (HUBS) ...[*4*]
ที่หนึ่งแห่ง อาเซียน
แต่ทุกวัน ยังเรียนแบบท่องจำ ทำอะไรไม่เป็น
มีแต่สารพัดใบ (ประกาศ, วุฒิบัตร, ปริญญาบัตร, ฯลฯ) ไว้เต็มตู้

คำถาม?

ถ้าคิดว่า สิ่งที่พูดมาทั้งหมด เป็นการดูถูกคนไทยชัดๆ
คุณคือ = ไทยแท้

ถ้าคิดว่า สิ่งที่พูดมาทั้งหมด มีส่วนจริงบ้าง
คุณคือ = ไทย สู้ สู้

ถ้าคิดว่า สิ่งที่พูดมาทั้งหมด จริงร้อยเปอร์เซนต์
คุณคือ = ไทยขี้ข้า
(ก้มหน้า ยอมเป็นทาสเขาไป ตลอดกาล)

๒๒พย๒๕๕๗

[*1*]
ก็แหงละ ละครน้ำเน่า ทำเป็นเจ้าอุดมการ
แต่ จิก ด่า จูบ ตบ ทุกวัน ยังขายได้ ขายดี

[*2*]
หน้าบ้านของข้า สวยไว้ก่อน
ทางสาธารณะ รกชั่งแม่งมัน

[*3*]
เสือตัวที่ห้าแห่งเอเซีย ที่จริงกลับเป็น Narok Is Comming Soon.

[*4*]
ศูนย์อะไรต่างๆ มากมาย แห่งเอเซีย
ที่จริงก็เป็นได้แค่ บ็อกสี่เหลี่ยม แต่ตั้งชื่อซะโก้ว่า
ศูนย์ซ่อมนาฬิกา ศูนย์ทำกุญแจ
ศูนย์อาหาร ศูนย์บันเทิง ศูนย์... ฯลฯ

igood-end
22พย2557

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - SE-ED Online Shoppingศูนย์หนังสือ SE-ED Online Shopping
line

:อยาก อยู่ที่ใจ

อยากให้ลืม แต่กลับ จำ คือ ความรัก
อยากให้จำ แต่กลับ ลืม คือ ความหลง
อยากให้ปลง แต่กลับ ปลื้ม คือ ความลวง
อยากให้รุ่ง แต่กลับ โรย คือ เรือนร่าง
อยากเหินห่าง แต่กลับ ชิดใกล้ คือ ชรา
อยากให้ช้าช้า แต่กลับ เร็ว คือ ใจเรา (ใจฟุ้งซ่าน).

igood-end
30 ตุลาคม 2557

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้มากถึง 16 ชั่วโมง ต่อวันเรียนภาษาอังกฤษที่บ้าน กับ TOPICA
line

:เรื่องของเงินเงินทองทอง ของปาดใจ

เงิน คือ พระเจ้า ที่ขออะไรแล้ว ก็ได้ (เงินของพ่อแม่)
เงิน คือ ทาส ที่จะจิกหัวใช้อย่างไร ก็ได้ (เงินของพวกนักพนัน)
เงิน คือ งูพิษ ที่มักพ่นพิษ 'ดอกเบี้ย' ใส่เรา (เงินกู้)
เงิน คือ ไม้เท้ากายสิทธิ์ ของแม่มด (เงินที่อยู่ในบัตรเครดิต รูดปรื๊ด รูดปรื๊ด)
เงิน คือ พระราชา (เงินภาษี)
เงิน คือ เลือดและหัวใจของเรา (เงินค่าจ้าง ค่าแรง)
เงิน คือ รูหนอนของกาลเวลา (เงินที่มาจากการปล้น-คดโกง)
-ได้มาแล้ววันนี้ อาจติดคุกวันหลังก็ได้
เงิน คือ สิ่งไร้ค่า (เงินปากผี)

เงิน มันไม่เคยซื่อสัตย์ต่อใครทั้งสิ้น
มันอิสระ ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของมันได้
ฉะนั้น
อย่าคิดว่า มันมีคุณค่าต่อคุณเสมอ เผื่อใจไว้บ้าง!!!

igood-end
11 พฤศจิกายน 2557

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ป.ตรี ม.แสตมฟอร์ด (Bachelor degree: UG General - Stamford International University)
line

:คิดได้อย่างนี้ ก็สบายใจ

ถ้าครอบครัว เหมือนรถคันหนึ่ง คิดซะว่า-

ลูก คือ คันเร่ง
ภรรยา คือ พวงมาลัย
ตัวเรา คือ ล้อรถ
แม่ยาย คือ น้ำมัน.

คิดได้อย่างนี้ ก็สบายใจ.

igood-end
10 พฤศจิกายน 2557

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - MSIG - Travel Easy เพื่อนเดินทางตัวจริง
line

:วันเกิด คือ วันของใคร

วันเกิด คือ วันของใคร
เรา? หรือ คุณ? หรือ แม่?

ตกลง... จะอวยพรวันเกิดให้ใครดีล่ะ?

เรา? หรือ คุณ? หรือ แม่?

(๑) ตัวเรา
สายไปแล้ว ... เพราะวันเกิด มีแค่วันเดียว
และมันก็ผ่านไปแล้ว ต่อจากนั้น
ก็เป็นวันแก่ และ จบลงที่ วันตาย

(๒) ตัวคุณ
เสียใจ ... เพราะวันเกิดของคุณ
คือต้นทุนกรรม ที่คุณนำติดตัวมา ตั้งแต่ชาติก่อน
ไม่ว่าพรวิเศษใดๆ ที่ผมร่ายให้คุณ
มันก็ไปยกเลิก หรือแก้กรรมของคุณไม่ได้
ดี (กำไร) ก็เป็น ของคุณ
ชั่ว (ขาดทุน) ก็เป็น ของคุณ

(๓) แม่
ใช่เลย ... เพราะวันที่คุณเกิด คือ
วันที่แม่เจ็บปวดที่สุด และเป็น
วันที่แม่ดีใจที่สุุด เช่นกัน

จงมาแปลง วันเกิดของคุณ ให้เป็น
พรวันเกิด เพื่อแม่ กันเถอะ

ดังนี้

ขอให้แม่สบายใจ
ขอให้แม่แน่ใจได้เลยว่า
ต่อไปนี้ ลูกจะเป็น "คนดี" ตลอดไป

นี่คือ ความสุขแท้ ที่แม่ต้องการ

เพราะ

ถ้าลูกเป็นคนดี (อาจดีถึงขั้น เป็นพระอาริยะ)
แม่ก็ได้บุญ ได้ "สุขคติ" (ตายไปขึ้นสวรรค์) ไปด้วย

ถ้าลูกเป็นคนเลว (อาจเลวถึงขั้น มหาเลว ดุษฎีเลว ก็ตามแต่)
แม่ก็ได้บาป ได้ "ทุคติ" (ตายไปตกนรก) ไปด้วย

คิดสักนิดเถอะน่า
เมื่อถึงวันเกิดของคุณ
คุณไม่ต้องทำ ในสิ่งที่คุณคิดว่า "จะทำ"
แต่ ให้คุณทำตัวของคุณเอง ให้:

'ดี'
'ดีกว่า'
'ดีเสมอ'
'ดีที่สุด' และ
'ดีไม่หยุด' จนถึง
'ดีสุดประมาณ'

เถอะนะ ... เทวดา ขอร้อง
(เทวดาขอร้อง เพราะ สวรรค์ มันรกร้าง ไม่รู้ว่าเทพยดา หายไปไหนหมด ที่มีอยู่ก็แก่ตายไป ที่มาใหม่ก็น้อยเต็มทน)

คนที่ไม่มีแม่ล่ะ จะทำอย่างไร?

(๑) ใครที่มีแม่ แต่ท่านล่วงลับไปแล้ว ก็ยังเหลือแม่ อีกตั้ง ๓ แม่ ที่จะให้เราแสดงกตัญญู คือ แม่ธรณี แม่คงคา และ แม่โพสพ

(๒) ความสุขแท้ ที่แม่ต้องการ คือ ได้เห็นลูกเป็นคนดี มันสุขยิ่งกว่า ลูกหาเงินมากองให้ ซื้อสิ่งของมาให้ เพราะ คุณจะแน่ใจได้อย่าไรว่า "เงิน" หรือ "สิ่งของ" ที่คุณเอาไปให้แม่นั้น มันมาจาก บาป (ผิดศีล) หรือ เวร (ผิดคลองธรรม) มากน้อยแค่ไหน เพราะแค่ สิ่งที่คุณได้มาจากการ ได้เปรียบมา (กำไร) มันก็บาปแล้ว แม้จะเล็กน้อย มันก็คือ บาป อยู่นั่นเอง เพราะไปเอาเปรียบเขามา

(๓)
ดี = ดีจิ๊ดหนึ่ง,
ดีกว่า = ดีนิดหน่อย (ดีกว่านี้ ยังมีอีก),
ดีเสมอ = แค่รักษาดี ประคองดี ไม่ให้หนีหายไป (แค่นี้ก็ยากแล้ว),
ดีที่สุด = ดีแค่นี้เองหรือ ที่สุดมันก็แค่ดีเดียว (ที่สุดมีแค่อันเดียว),
ดีไม่หยุด = มีหลายดี (ต้องสะสม),
ดีสุดประมาณ = สะสมดีไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ไม่พัก แม้เล็กน้อยก็สะสมไปเรื่อยๆ เช่น ไม่พัก ไม่เพียร ก็อยู่อย่างพอเพียงได้

(๔) เทวดาขอร้อง ดีกว่า คุณแม่ขอร้อง เพราะ เทวดาขอร้อง เพราะท่านเห็นว่า คุณน่ะ ทำดีขึ้น แต่ถ้าคุณแม่ขอร้อง หมายความว่า คุณน่ะเลว เลวมาก จนถึงเลวสุดๆ จนใครห้ามก็ไม่ฟัง จนต้องให้ "คุณแม่ขอร้อง" ยังไงเล่า

จบ.

igood-end
13 พฤศจิกายน 2557

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - SE-ED Online Shoppingศูนย์หนังสือ SE-ED Online Shopping
line

:อย่าลดค่าตัวเอง ด้วยคำพูด หยาบคาย

(๑)
"อย่าลดค่าตัวเอง ด้วยคำพูดสบถ หยาบคาย"

แม้ว่า...

มันจะไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เสียหาย
แต่ผู้เสียหาย กลับเป็นตัวของคุณเอง.

(๒)
เหมือนว่า มีคนยื่นแก้วน้ำที่ใสสะอาด ด้วยรอยยิ้ม มิตรไมตรี
มาให้คุณดื่ม และพูดว่า

"เอ้า ... แดกซะ!"

คุณจะรู้สึกอย่างไร?
คุณค่าของน้ำในแก้ว ยังคงค่าแห่งความใสสะอาดบริสุทธิ์
แต่คุณค่าของคนให้สิ กลับลดลง

(๓)
คำหยาบคาย กับ คำด่า นั้น ต่างกัน
'ด่า' ไม่ต้องใช้คำหยาบคายก็ได้ (ด่าสุภาพ เจ็บลึก ด่าหยาบ เจ็บจี๊ด)
'ชื่นชม' ด้วยการใช้คำหยาบคาย เป็นได้แค่คำชมในวงแคบๆ (เช่น เพื่อนใกล้ชิด)
ไม่หอมกรุ่น ลอยไกล เหมือนคำชมสุภาพ

(๔)
มนุษย์ คือ ผู้สร้างวัฒนธรรม
วัฒนธรรม จะสร้าง มนุษย์ให้ยั่งยืน
ผู้ใดทำลายวัฒนธรรม
ผู้นั้น กำลังทำลายตัวเอง

ดังนั้น โปรดจำเอาไว้
ไม่ควรใช้ คำหยาบ ในทุกๆ สถานที่ แม้แต่ในเฟส

"ดี มีไว้ให้ ปรารถนา
ภาษา มีไว้สื่อสาร จรรโลง"

igood-end
8 พฤศจิกายน 2557

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้มากถึง 16 ชั่วโมง ต่อวันเรียนภาษาอังกฤษที่บ้าน กับ TOPICA
line

:หลักสี่ สี่หลัก

คนที่ยึด "หลักกรรม" จะไม่ทำอะไร กรรมใครกรรมมัน
คนที่ยึด "หลักการ" ก็จะอ้าง กฏเกณฑ์เป็นสำคัญ
คนที่ยึด "หลักกู" ก็จะมีแต่ 'ของกู' 'ของมึง' หรือ 'ของมัน'
คนที่ยึด "หลักสมานฉันท์" จะผ่อนผันหลักการ แต่จะยืนยันในหลักกรรม.

igood-end
17 ธ.ค. 2556

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ป.ตรี ม.แสตมฟอร์ด (Bachelor degree: UG General - Stamford International University)
line

:3 ทัศนะ 3 มุมมอง ของปรากฏการณ์ ทางการสื่อสาร

คนเรารู้ว่า ปรากฏการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น เพราะเราดูมันอยู่ และรับรู้ได้ ความจริงแล้ว ปรากฏการณ์บางอย่าง มันอาจเกิดขึ้นเมื่อใด ณ สถานที่ใดก็ได้ โดยที่มนุษย์ไม่อาจรับรู้ได้ หรือคาดการณ์ได้ แต่การยอมรับปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านั้น จะต้องมีผู้สังเกตมัน และผู้สังเกตแต่ละคน ย่อมตีความหมายในปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านั้น แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับมุมมอง หรือ ทัศนะ ของผู้สังเกตคนนั้นด้วย

ซึ่ง ... นักวิทยาศาตร์ ยอมรับ ปรากฏการณ์ต่างๆ เพราะการ "พิสูจน์" ว่ามันมีจริง เป็นจริง ด้วยเหตุผล (ปรากฏการณ์ที่เกิดจาก "เหตุผล")

แต่ ... มนุษย์ทั่วไป ยอมรับ ปรากฏการณ์ต่างๆ เพราะสามารถ "รับรู้ สัมผัส" มันได้ด้วยประสาทสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย และจิตใจ (ปรากฏการณ์ที่เกิดจาก "อารมณ์")

ส่วน ... นักการสื่อสาร ยอมรับ ปรากฏการณ์ต่างๆ ว่ามันมีคุณค่า ถ้าทำให้คน "มองเห็น" มันเสมือนว่ามีอยู่จริง และรู้สึกได้ (ปรากฏการณ์ที่เกิดจาก "มายา")

ดังนั้น คำว่า "มองเห็น" ในโลกของการสื่อสาร มิได้มองเห็นแค่เพียงสายตาเท่านั้น แต่มันมีความหมายกว้างและลึกไปถึง การเห็น (sign) ด้วยประสาทสัมผัสอื่นๆ ที่มนุษย์สามารถทำได้ และบางครั้งไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำพูด และอีกนัยหนึ่ง คำว่า "มองเห็น" เสมือนว่ามีอยู่จริง และรู้สึกได้นั้น เป็นปรากฏการณ์การ "มายา" เพราะ สิ่งที่ หรือ ขณะที่ "มองเห็น" อาจไม่มีสิ่งที่เห็นนั้น อยู่จริงก็ได้ เพราะได้ทำให้คน "มองเห็น" ก็เท่ากับบรรลุเป้าหมายของการสื่อสารแล้ว

นั่นทำให้เกิดข้อวิพากษ์ว่า นักการสื่อสาร ที่สื่อสารทำให้คน "มองเห็น" ในสิ่งที่ไม่เป็นจริง กลายเป็นบุคคลลวงโลก ในทางตรงกันข้าม หากสิ่งที่คน "มองเห็น" คือสิ่งที่เป็นจริง มีอยู่จริง เป็นความจริง บุคคลผู้นั้นก็คือ ผู้สร้างสรรค์โลก.

ตัวอย่างประเด็นว่า "คนเห็นผีจริงหรือไม่?" ในขั้นต้น วิทยาศาสตร์ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า ผี มีตัวตนเป็นอย่างไร (ปัญหาในการตีความคำว่า "ผี") แต่คนเรา ก็มีมุมมองที่หลากหลาย ตามแต่ทัศนะของแต่ละคน คนเห็นผี และเชื่อว่าผีมีจริง เพราะเขารู้เห็น และสัมผัสมัน ด้วยตัวของเขาเอง เขาจึงเชื่อว่า มี พิสูจน์ได้จากอาการ "กลัว" ในขณะที่อีกคน ไม่เชื่อว่ามี เพราะไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัส แต่อาการกลัวผี ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ นั่นไม่ได้หมายความว่า เขากลัวผี แต่เขากลัวอย่างอื่น (ปัญหาในการตีความ)

ส่วนคนที่เคยเห็น หรือไม่เคยเห็น และไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าผีจริงหรือไม่ แต่หลังจากดูละคร หรือ รายการเกี่ยวกับผีๆ แล้ว รู้สึกกลัวขึ้นมาทันที เพราะสื่อได้สร้าง "ภาพ" (มายา) ชุดหนึ่งขึ้นมาในสมองของคนดู ให้คนดู มองเห็น ผี ในทัศนะที่สื่อนำเสนอ แล้วเกิดความเชื่อตามนั้น

ปัญหาในการตีความ เรื่องผี ดูเหมือนว่า เหล่าผีสางทั้งหลาย ไม่ได้รับความเป็นธรรม มักถูกกล่าวหาไปในทางที่เสื่อมเสีย

(1) ผี ในความหมายของคนทั่วไป หมายถึง สิ่งที่มองไม่เห็น ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ และคิดว่ามันมีพลังบางอย่าง ที่คนดีๆ ไม่มี (จะมีจริงหรือไม่ ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้) จึงไม่อาจตีความได้ว่า ผี มันชั่ว หรือ ดีกันแน่ คนมักเข้าข้างตัวเอง ถ้าประสบกับปรากฏการณ์อันตราย แล้วรอดพ้นเหตุการณ์นั้นมาได้ และเชื่อว่า ผีช่วยไว้ (คนดี ผีคุ้ม) ผี ก็กลายเป็นสิ่งมีคุณ แต่ถ้าคิดในทางตรงข้าม ก็คิดได้เช่นกัน (ผีซ้ำ ด้ามพลอย)

(2) ผี ในความหมายของพระ หรือ ศาสนา หมายถึง จิตที่ไม่ดี กิเลสทุกประเภท ซึ่งเมื่อมันไป "สิงสู่" (กิเลสเกิด) แก่ผู้ใด ผู้นั้นก็จะมีพฤติกรรมที่ไม่ดีเช่นเดียวกันที่ผีเป็น ผีมี

(3) ผี ในความหมายของ วิญญาณ หรือ ความรู้ เป็นสิ่งที่มีลักษณะเป็นกลาง ถ้าวิญญาณ ถูกผสมด้วยความคิดที่เลว ก็เป็นวิญญาณชั่วร้าย ถ้าถูกผสมด้วยความคิดที่ดี ก็เป็นวิญญาณฝ่ายดี เช่น ผีแวมไพร์ มีทั้งดีและไม่ดี วิญญาณที่ถูกผสมด้วยความคิดที่ดี อาจถูกเรียกว่าเป็น เทพ ก็ได้ เช่น เทพที่เคยทำความดีอยู่บนสวรรค์ แต่ถูกลงโทษเพราะความผิดบางอย่าง ให้ลดขั้นลงมาอยู่ระหว่าง ครึ่งผีครึ่งเทพ ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป เช่น ผีเรือน เทพคนธรรพ์ เป็นต้น

(4) ผี ในความหมายของวิทยาศาสตร์ หมายถึง สิ่งที่ไม่มีตัวตน มองเห็นไม่ได้ (อาจจะเป็นสิ่งที่เล็กมากๆ หรือ ใหญ่โตมาก) แต่มีพลังงาน ในรูปของ รังสี แรง อุณหภูมิ คลื่น ทฤษฟิสิกค์ (physic quantum) ว่าด้วยเรื่องวัตถุ มวล แรง และการเคลื่อนที่ (ตามหลักการฟิสิกค์ของ นิวตัว และตามหลักคณิตศาสตร์ของ ยูคลิด) ใช้อธิบายสสารวัตถุ หรือสิ่งที่มีตัวตนจริงบนโลก และพิสูจน์ได้ ยอมรับว่า วัตถุที่เป็นแท่งก้อนนั้น เมื่่อแยกส่วนให้มีขนาดเล็กที่สุดแล้ว ก็ทำได้แค่ระดับ โมเลกุล หรือ อะตอม แต่ที่เล็กกว่านั้น หรือ ขนาดใหญ่กว่าโลก จักรวาล ทฤษฏีฟิสิกค์ในระดับพื้นฐานเหล่านี้ (ทั้งของ นิวตัว และ ยูคลิด) ไม่เพียงพอ ไม่อาจอธิบายได้ เพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเหล่านั้น ต่อมา ไอน์สไตน์ (Albert Einstein Albert Einstein) จึงได้คิดทฤษฎีสัมพัทธภาพ (General Theory of Relativity) และทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (Spcial Theory of Relativity) ขึ้นมาเพื่ออธิบาย ผี ในทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็คือ สิ่งที่เล็กกว่า อะตอม และสิ่งที่ใหญ่ระดับ จักรวาลได้สำเร็จ โดยมีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ สนับสนุน และแม้กระทั่ง ทฤษฎีทางศาสนาในซีกโลกตะวันออก เช่น อินเดีย (พราหมณ์ ฮินดู) จีน (เต๋า) ญี่ปุ่น (เซ็น) ไทย (พุทธ) ก็มีความเห็นเรื่อง ผี สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ฟิสิกค์สมัยใหม่ เพียงแต่ไม่ได้ใช้ชื่อเรียกว่าผี แต่เรียกมันว่า "อนุภาค" ซึ่งมีสถานภาพเป็นสิ่งว่างเปล่า แต่มีพลังงาน และเคลื่อนไหวอยู่ตลอด

การมองเห็นในโลกของการสื่อสาร บางครั้ง ผู้รับสาร อาจไม่ต้อง "รับรู้" ในสถานภาพมีอยู่จริง ของสิ่งที่เห็นนั้นก็ได้ เพียงแต่ เชื่อว่า มันมีสิ่งนั้นอยู่จริง ก็ถือว่าบรรลุผลในการสื่อสารแล้ว ความคิดนี้ ถูกนำไปใช้ในภาคธุรกิจมากที่สุด (การสื่อสารการตลาด) และถ้านำแนวคิดนี้ไปใช้กับ ภาคการเมือง จะทำให้เกิดลัทธิโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง ซึ่งสร้างผลเสียหายมากกว่าผลดี แต่ในทางตรงกันข้าม หากสื่อสารให้คน "มองเห็น" ในสิ่งที่มีอยู่จริง โดยเฉพาะ "นามธรรม" เชิงปรัชญ-ศาสนา-จริยธรรม เช่น คนทำดี ย่อมได้ดี คนทำชั่ว ย่อมได้ชั่ว คนที่ไม่ทำอะไรเลย ก็เป็นโมฆะบุรุษ และ พิสูจน์ให้เห็นประชาชนเห็นจริงตามนั้น ถือได้ว่า การสื่อสารครั้งนั้น มีคุณค่าต่อสาธารณะ

นั่นทำให้เกิดข้อวิพากษ์ว่า นักการสื่อสาร ที่สื่อสารทำให้คน "มองเห็น" ในสิ่งที่ไม่เป็นจริง กลายเป็นบุคคลลวงโลก ในทางตรงกันข้าม หากสิ่งที่คน "มองเห็น" คือสิ่งที่เป็นจริง มีอยู่จริง เป็นความจริง บุคคลผู้นั้นก็คือ ผู้สร้างสรรค์โลก.

นักการสื่อสาร หรือ สถาบันการสื่อสาร จึงอาจถูกจำแนกคุณค่า ตามบทบาท ภารกิจ ในระดับต่างๆ ดังนี้ (1) ระดับโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) (2) ระดับธุรกิจ (businness) (3) ระดับมาตรฐาน (standard) (4) ระดับอาชีพ (professional) (5) ระดับสาธารณะ (public)

(1) ระดับโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) มุ่งเน้นการตอบรับ ยอมรับในเนื้อหาสารที่เป็นเท็จ หรือการล่อลวง หรือมีส่วนในความเท็จและการล่อลวงนั้น (เรียกว่า "สื่อมอมเมา")

(2) ระดับธุรกิจ (businness) มุ่งเน้นการนำเนื้อหาสาร ไปสร้างผลประโยชน์และผลกำไร โดยเนื้อหาสารนั้น อาจมีส่วนในสร้างความเท็จและการล่อลวงนั้น (จริง-เท็จ ปะปนกันไปตามสัดส่วน เรียกว่า "สื่อธุรกิจ")

(3) ระดับมาตรฐาน (standard) มุ่งเน้นการเปิดเผยข้อเท็จจริงของเนื้อหาสาร และอาจแลกเนื้อหาสารที่เป็นจริงนั้น ประโยชน์ตอบแทน (มาก-น้อย ตามสัดส่วน เรียกว่า "สื่อมวลชน")

(4) ระดับอาชีพ (professional) มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ และการเลือกสรร เพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ (เรียกว่า "สื่อมวลชนอาชีพ")

(5) ระดับสาธารณะ (public) มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และรักษาผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ โดยไม่อิงอำนาจ อิทธิพล หรือผลประโยชน์ธุรกิจ-การเมือง (เรียกว่า "สื่อสารมวลชน" โดยแท้)


igood-end
28 พฤษภาคม 2556
อ้างอิง
ฟริตจ็อฟ คาปร้า. วเนช แปลและเรียบเรียง. (2530). เต่าแห่งฟิสิกส์. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร : พลพันธ์การพิมพ์

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ป.ตรี ม.แสตมฟอร์ด (Bachelor degree: UG General - Stamford International University)
line

:ครู 4 เกรด

ครูเกรด A
บรรลุ หรือ “มีจริง” “เป็นจริง” “ได้จริง” ในสิ่งที่ตนเองบอกสอน (brand) คือ
ชักของลึกให้ตื้น
ปลุกให้ตื่นจากหลับใหล
หงายของที่คว่ำ
ทำที่มืดให้สว่าง
ปัดสิ่งฝ้าฟางให้คมชัด
บอกทางแก่ผู้หลง

ครูเกรด B
มีคุณสมบัติ เหมือนครูเกรด A แต่ไม่สามารถบอกหรือ อธิบายสิ่งที่ตนเองเป็นจริงนั้น แก่ผู้อื่นได้ (อาจเป็นเพราะ ผู้เรียนโง่เกินไป หรือ ครูสอนไม่เป็น) ครูประเภทนี้ จึงมีประโยชน์ เอาตั้งไว้บนหิ้ง หรือ เป็นตัวอย่างให้คนศึกษา วิจัยเท่านั้น

ครูเกรด E
ทำทีว่า เป็นผู้ “มีจริง” “เป็นจริง” “ได้จริง” ตามสิ่งที่ตนเองสอน (image) แต่แท้จริง ไม่ใช่ จึงทำในสิ่งที่ ตรงกันข้าม กับ ครูเกรด A คือ
ทำของลึกให้ลับ
จับของหงายให้คว่ำ
ปิดซ่อนสิ่งที่สว่าง
ทำของชัดให้พร่ามัว
ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
ชี้ทางผิดผิดแก่ผู้หลง

ครูเกรด F
เลียนแบบ ครูเกรด A ได้อย่างสนิทเนียน (propaganda and IMC) แต่ตัวเองไม่เป็น ไม่มี และ ทำไม่ได้ในสิ่งเหล่านั้น รู้มาก สั่งสอนก็มาก แต่ไม่บรรลุในสิ่งที่ตนเองบอกสอนเลย

*พระพุทธเจ้า เรียกบุคคล เช่นนี้ว่า “ปทะ ปรมะ” (ฉลาด-ดื้อรั้น-โง่)

igood-end
2552-10-19

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - SE-ED Online Shoppingศูนย์หนังสือ SE-ED Online Shopping
line

:ความกล้าหาญของบัณฑิต มหาบัณฑิต

จะเป็นบัณฑิต มหาบัณฑิตที่มีคุณค่า ต้องรู้จัก
ค้นหา และ กล้าเปิดเผย ยอมรับ ความจริง 4 อย่าง ของตัวเองให้ได้
คือ โง่ ผิดพลาด ขี้ขลาด และพ่ายแพ้

(1) ถ้ายอมรับว่า ตัวเอง โง่ ก็เป็น
ความกล้าหาญ ทางปัญญา

(2) ถ้ายอมรับว่า ตัวเอง ผิดพลาด ก็เป็น
ความกล้าหาญ ที่น่าเคารพ

(3) ถ้ายอมรับว่า ตัวเอง ขี้ขลาด ก็เป็น
ความกล้าหาญ ที่น่ารัก

(4) ถ้ายอมรับว่า ตัวเอง แพ้ ก็เป็น
ความกล้าหาญ สูงสุดยอด ซึ่งเป็นความกล้าหาญ ของยอดนักรบ และ เป็นความยิ่งใหญ่ ที่แท้จริง ของผู้ชนะ

igood-end
2553-05-22

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้มากถึง 16 ชั่วโมง ต่อวันเรียนภาษาอังกฤษที่บ้าน กับ TOPICA
line

:“ความแตกแยก” กับ “ความแตกต่าง”

ในสังคม มีทั้งคนดี คนชั่ว ปะปนกัน

คนเขาสามัคคี (โดยธรรม) กันดีอยู่แล้ว แต่ มีคนไปยุแหย่ ให้อีกฝ่ายหนึ่ง เอาเปรียบ เบียดเบียน ทำร้าย อีกฝ่ายหนึ่ง จนเกิดการทะเลาะกัน เรียกว่า “สร้างความแตกแยก”

การยุแหย่ ให้สองฝ่าย กล่าวโทษ ใส่ร้ายกัน จนไม่สามารถ อยู่ร่วมกันได้ อย่างสงบสุข (แต่ยัง “ทน” กันได้อยู่) เรียกว่า “สร้างความแตกร้าว”
(propaganda)

การบอกกล่าว ชี้นำ ให้คนดี เลิกคบกับ คนไม่ดี กีดกัน คนเลว ไม่ให้มีโอกาส มีอำนาจ ไปทำความเดือดร้อนแก่สังคม เรียกว่า “สร้างความแตกต่าง”
(agenda)

การสร้างสถานการณ์ เหตุการณ์ จูงใจ ให้คนตระหนัก สำนึก รับผิดชอบ เรียกว่า “สร้างความแตกตื่น”

igood-end
2553-07-26

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ป.ตรี ม.แสตมฟอร์ด (Bachelor degree: UG General - Stamford International University)
line

:หลักตัดสิน คนชั่ว คนดี ดูที่ ทำเพื่อใคร

ทำชั่ว ส่งผลชั่ว (ทุกข์) ถึงตัวเขาคนเดียว
คือ “คนคนหนึ่ง” (ยังไม่ใช่ คนเลว)

ทำดี ส่งผลดี (สุข) ถึงตัวเขาคนเดียว (ประโยชน์ตน)
คือ “คนคนหนึ่ง” (ยังไม่ใช่ คนดี)

ทำชั่ว ส่งผลชั่ว (ทุกข์) ถึงคนอื่นหลายคน
คือ “คนชั่วร้าย” ที่ต้องกำจัดออกจากสังคม

ทำดี ส่งผลดี (สุข) ถึงคนอื่นหลายคน (ประโยชน์ท่าน)
คือ “คนดี” ที่ต้องประกาศ ยกย่อง สร้างอนุสาวรีย์ให้

igood-end
2552-10-24

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - MSIG - Travel Easy เพื่อนเดินทางตัวจริง
line

:สังขารธรรม 4: สรีระ สัญญะ สาระ มโน

สังขารธรรม หน่วยหนึ่ง ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ สรีระ สัญญะ สาระ มโน

(1) สรีระ (body) มีมิติทางฟิสิกส์ 3 ประการ คือ –มีน้ำหนัก ชั่งน้ำหนักได้ (มิติแนวดิ่ง)
–จับต้องสัมผัสได้ วัดขนาดได้ (มิติระยะ) และ
–ต้องการที่อยู่ หรือวัดปริมาณได้ (มิติแนวระนาบ)

(2) สัญญะ (symbol) คือ ลักษณะเฉพาะ (identity) ของสังขารธรรม แต่ละระดับ

(3) สาระ (content, essence) เป็นสิ่งเที่ยงแท้ และเป็นไป ไม่มีเป็นอื่น คือ สาระของ การเกิด (be born) สาระของการดำรงอยู่ หรือดำเนินไป (being) และ สาระของ การดับสลาย (burn out)

สาระ แบ่งออกเป็น 2 คือ สาระแท้ (theme) สาระซ่อน (meaning)

(4) มโน (idea) คือ จิต แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นสัญชาติญาณดิบ หื่น กระหาย (id) ส่วนที่เป็นสัญชาติญาณ แห่งการเอาตัวรอด (ego) หรือการสร้างฐานะ ศักดิ์ศรี สิทธิส่วนตน (อัตตา) จิตส่วนนี้ ยังมีความสำนึก รับผิดชอบ และเหตุผล และ ส่วนจิตว่าง หรือ อารมณ์ว่างเปล่า ที่อยู่เหนือการยั่วยุต่างๆ ได้ (supper ego) ในทางศาสนา เรียกว่า นิพพาน
หมายความว่า สัญชาติญาณดิบ (id) ซึ่งเป็นภาวะลบ จะถูกขัดเกลาให้เป็นภาวะบวกได้ ส่วนสัญชาติญาณแห่งการเอาตัวรอด (ego) สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือ สร้างภาวะสันติภาพ ให้แก่สังคมได้

igood-end
2553-10-27

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - SE-ED Online Shoppingศูนย์หนังสือ SE-ED Online Shopping
line

:ความแตกต่าง 4 ประการ ระหว่าง เด็ก – ผู้ใหญ่

เด็ก:
จิตอาสา วาจาสัจ อัตตานิ่ม ยิ้มไร้เล่ห์

ผู้ใหญ่:
จิตมุสา วาจาสัตว์ อัตตาซ้อน ยิ้มซ่อนเล่ห์

igood-end
2554-05-09

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้มากถึง 16 ชั่วโมง ต่อวันเรียนภาษาอังกฤษที่บ้าน กับ TOPICA
line

:พฤติกรรม 4 อย่าง ของสมาชิกกลุ่ม กับ ภาวะผู้นำ 4 ข้อ

“ทุ่มเท” “ถอย” “ถอน” “ทิ้ง”
ทีมงาน ต้องมี “ผู้นำ” และ “สมาชิก” ต้องร่วมกัน ขับเคลื่อน แผนงาน กิจกรรม (ตามที่ ตกลงกัน)

ผู้นำ ทำภาระ 4 ข้อ คือ (1) จัดสรร ทรัพยากร (2) จัดลำดับเวลา (3) ควบคุมความยุ่งเหยิง
(4) ตัดสินใจ “เสี่ยง” ทำแทน สมาชิก ได้พอเหมาะพอดี การขับเคลื่อน ก็สำเร็จ เพราะทุกคน “ทุ่มเท”
ผู้นำ ผิดพลาด ล้มเหลว (บ่อยๆ) สมาชิก “ถอย”
ผู้นำ ดื้อรั้น เห็นแก่ตัว สมาชิก “ถอน” และ “ทิ้ง”

igood-end
2551-12-28

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ป.ตรี ม.แสตมฟอร์ด (Bachelor degree: UG General - Stamford International University)
line

:ยุทธศาสตร์ 4ป 4P การบริหารแหล่งท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์

ก่อนเปิดให้บริการ แบ่งเขตพื้นที่ แหล่งท่องเที่ยว ออกเป็น 4 เขต (ทุกรอบ 4 ปี เปิด 3 เขต ปิด 1 เขต)

(1) Presentation (เปิดเผย)
เขตพื้นที่ ที่เปิดให้บริการ เขตที่ 1 – 3 (ไม่เปิดทั้งหมด พร้อมกัน)

(2) Protect (ปกป้อง)
สงวนเขตที่ 4 ไว้ ยังไม่เปิดให้บริการ

(3) Pause (ปิด)
เวลาผ่านไป ปิดเขตที่ 1 (เพื่อปรับปรุง) แล้วเปิดใช้ เขตที่ 4

(4) Perfection (ปรับปรุง) ซ่อมแซม ปรับปรุง เขตที่ถูกปิด

igood-end
2553-08-30

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - MSIG - Travel Easy เพื่อนเดินทางตัวจริง
line

:ผู้จัดการ 4 จำพวก

(1) ผู้จัดเกิน
คนรับใช้ ที่ชอบเอาใจเจ้านาย แบบไร้เหตุผล ชอบหาของ หรือ สิ่งที่เกินจำเป็น เป็นการเอาใจ เพื่อหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่ง (เลียแข้ง เลียขา)

(2) ผู้จัดกวน
คนรับใช้ ที่ทำเกินคำสั่งเจ้านาย จนเจ้านายเดือดร้อน เช่น กู ไม่ชอบหน้ามัน คนรับใช้เจ้าอารมณ์ ก็ไปฆ่ามันเสีย (ไม่ชอบหน้า ไม่ได้หมายความว่า ให้ไปฆ่ามัน)

(3) ผู้จัดการ
คอยออกคำสั่ง จัดการอย่างเหมาะสม พอเหมาะพอดี เติมในสิ่งที่ขาด ตัดในสิ่งที่เกิน เทิน (return) ในสิ่งที่เหลือ เอื้อเฟื้อกำลังใจ มีศิลปะในการเฉลี่ยให้พอเหมาะ ผู้ควรได้มากก็ให้มาก ผู้ควรได้น้อยก็ให้น้อย

(4) ผู้จัดกู
คือ ภรรยา คอยจัดแจง ชี้แจ้ง ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจมองข้าม

igood-end
2551-11-02

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - SE-ED Online Shoppingศูนย์หนังสือ SE-ED Online Shopping
line

:สิ่งที่เรียกว่า อาชีพ

(1) สิ่งที่เรียกว่า มิจฉาชีพ
คือ โจร มุ่งแสวง “ของฟรี” ที่แลกด้วย “ความเสี่ยง” และ “คุก”

(2) สิ่งที่เรียกว่า อาชีพ
คือ ธุรกิจ นักธุรกิจ มุ่งแสวง “ความได้เปรียบ” (กำไร) ที่แลกด้วย “คำสาปแช่ง” จาก
ผู้เสียเปรียบ

(3) สิ่งที่เรียกว่า วิชาชีพ
คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ พระ-ปราชญ์ ครู-อาจารย์
สื่อมวลชน นักการเมือง-นักปกครอง ศาลยุติธรรม-นักกฎหมาย และ แพทย์-พยาบาล มุ่งสร้าง รักษา “สันติภาพของมวลชน” ที่แลกด้วย “ความเคารพ” และ “การให้” จากศรัทธาประชาชน เป็นผลตอบแทน

(4) สิ่งที่เรียกว่า สัมมาอาชีพ
คือ ผู้สร้าง ผู้ทำ ผู้ใช้แรงงาน (เกษตรกร กรรมกร พนักงาน) มีใจที่จะสร้าง “ความอุดม สมดุล” โดยได้รับ “ผลิตผล” “มิตรภาพ” “ความพอเพียง” เป็นผลตอบแทน

igood-end
2551-09-07

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้มากถึง 16 ชั่วโมง ต่อวันเรียนภาษาอังกฤษที่บ้าน กับ TOPICA
line

:การแสวงหา ของ บุคคล 4 จำพวก

(1) พวกแสวงหาความสุขทาง “สักกายะ”
คือ พวกที่ติดยึด หลงไหลในความเป็นวัตถุ (รูปธรรม รูปภพ) เป็นพวกบริโภคนิยมโดยแท้

(2) พวกแสวงหาความสุขทาง “สัญญะ”
คือ พวกที่ติดยึด หลงในความสมมุติ (นามธรรม นามภพ) เป็นพวกตระหนี่ หวงแหน ชอบเอาเปรียบคนอื่น ติดในรส หรือ อร่อย โดยเข้าไม่ถึง สภาวะจริงแห่งสัจจะ

(3) พวกแสวงหาความสุขทาง “อัตตะ”
คือ พวกที่ติดยึด ในความเบา ว่าง สบาย ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ชอบไปนั่งสมาธิภาวนา หลับตา ไปสวรรค์ ปั้นวิมาน สร้างภาพในจิต

(4) พวกแสวงหาความสุขทาง “สุญญะ”
คือ พวกที่ไม่ยึดติดในสิ่งสมมุติในโลก รู้เท่าทันความเป็นไปของโลก จึงมุ่งแสวงทางหลุดพ้น เป็นหลักชัย

igood-end.
2552-09-07

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ป.ตรี ม.แสตมฟอร์ด (Bachelor degree: UG General - Stamford International University)
line

:ชาวพุทธ 4 ประเภท

(1) พุทธแท้
ยึดมั่นในวิถีแห่ง กรรม และ วิบาก มองชีวิตจากมุมของ ความทุกข์ ซึ่งเป็นต้นเหตุปัญหาของมนุษย์ มุ่งค้นหาสาระแท้ ของชีวิต ว่าชีวิต คืออะไร เกิดมาเพื่ออะไร ควรเป็นอย่างไร

(2) พุทธเทียม
สักแต่ว่า เป็นชาวพุทธ แต่ คิด พูด ปฏิบัติ นอกหลักการ นอกวิถีพุทธ ปฏิเสธกฎแห่งกรรม มองชีวิตจากมุมของ ความสุข เป็นสาระ

(3) พุทธประเพณี
เคร่งครัด พิธีกรรม รูปแบบ ที่สั่งสอนตามๆ กันมา ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีพัฒนาการ (ศีลพตปรามาส) ไม่เข้าใจว่า สาระของชีวิต คืออะไร จึงมองไม่เห็น นิพพาน

(4) พุทธผสม
รู้จักประยุกต์ใช้ ยืดหยุ่น หลักการ หลักปฏิบัติ ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้บริสุทธิ์ ให้เหมาะกับ เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม และเป็นพี่น้องกับชาวพุทธทั่วโลก เป็นมิตร ภาคีความร่วมมือทางมนุษยธรรม กับ ศาสนาอื่นได้

igood-end.
2550-07-09

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - MSIG - Travel Easy เพื่อนเดินทางตัวจริง
line

:บทบาทสื่อ 4 ประเภท

สื่อบุคคล พัฒนา จิต–ปัญญา
สื่อการศึกษา พัฒนา เยาวชน
สื่อสารมวลชน พัฒนา สังคม–วัฒนธรรม
สื่อนวัตกรรม พัฒนา วัตถุ และ เทคโนโลยี

igood-end
2553-03-18

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - SE-ED Online Shoppingศูนย์หนังสือ SE-ED Online Shopping
line

:สี่ช่วง ชีวิต

(1) ช่วง ศึกษา
อย่าเอา “เงิน” เป็นที่ตั้ง จงแสวงหา ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และ เครื่องมือ เป็น เป้าหมายหลัก

(2) ช่วง หาเงิน
อย่าเอา “กำไร” (ได้เปรียบ) เป็นที่ตั้ง จงแสวงหา มิตรภาพ เครือข่าย และ ภาคี เป็น เป้าหมายหลัก

(3) ช่วง เพลินใจ
อย่าเอา “เงิน” และ “กำไร” (ขี้โลภ) เป็นที่ตั้ง จงแสวงหา ปรัชญา คุณค่า และ ความงดงาม เป็นเป้าหมายหลัก

(4) ช่วง ไปนิพพาน
อย่ามุ่งหมายใน “บารมี” และ “ความดี” ที่ยึดมั่น ถือมั่น จงปล่อยวาง จากทุกสิ่ง จากสิ่งที่เห็น สิ่งที่เป็น สิ่งที่มีอยู่ สิ่งที่รู้จัก สิ่งที่รัก สิ่งที่ชิงชัง สิ่งที่หวังว่า มันควรจะเป็นโน่นนี่ มันควรจะมีอยู่ และ มันคือ “ตัวฉัน”

igood-end
2551-04-09

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้มากถึง 16 ชั่วโมง ต่อวันเรียนภาษาอังกฤษที่บ้าน กับ TOPICA
line

:คิดดี 4 ระดับ

ดี ได้ ทรัพย์ เงินตรา
ดี ดัง นินทา สรรเสริญ
ดี ดี สุขสวรรค์เพลิน
ดี ดับสูญ เดินสู่สวรรค์ (นิพพาน)

ดีหนึ่ง ดีได้ ทรัพย์ เงินทอง
ดีสอง ดีดัง สรรเสริญ นินทา
ดีสาม ดีดี ได้สุข สวรรคา
ดีสี่ ดีดับ อัตตา สูญศูนย์

(1) ดี ได้ ทรัพย์ เงินตรา (ทุนนิยมแท้ๆ)
เหมือนชีวิต ที่อยู่ร่วมกันกับคนอื่นๆ บนเรือ ที่บรรทุกของหนัก บนผิวน้ำ ย่อมมีโอกาสจม ของหนักหมายถึง ทรัพย์สิน เงินทอง ลาภ ยศ

(2) ดี ดัง สรรเสริญ นินทา (ทุนนิยม)
เหมือนชีวิต ที่อาศัยอยู่บนเรือเปล่า ซึ่งกำลังแล่นไป ในกระแสน้ำ อันเชี่ยว ปะทะกับ แรงลม และ ลูกคลื่น หมายถึง สรรเสริญ และ นินทา ที่เอียงไป โยกมา อันอาจทำให้เรือจมได้

(3) ดี ดี สุขสวรรค์ (บุญนิยม)
คือชีวิต ที่เกาะอยู่ใต้ท้องเรือคว่ำ อากาศภายใน จะพยุงเรือไว้ ไม่ให้จม แต่... การรักษาดุลไม่ให้เรือเอียง ทำได้ยาก ดุจเดียวกับ สวรรค์ ที่หาความแน่นอนไม่ได้ ประเดี๋ยวสุข ประเดี๋ยวทุกข์

(4) ดี ดับสูญ (บุญนิยมแท้ๆ)
คือชีวิตอิสระ เหมือนนกนางนวล ที่ไม่ต้องมีภาระใดๆ ไม่ต้องมีเรือ จะโบยบินไป ณ แห่งใดๆ ได้ตามใจปรารถนา มี อิสรภาพ เป็นอรรถประโยชน์ (Utility) เป็นเจ้าของ น้ำ ท้องทะเล ลม คลื่น (เป็นเจ้าของ บุญ ทั้งหลาย)

igood-end
2550-02-05

[กลับไปหน้า สารบัญ เวทีความคิด] - ป.ตรี ม.แสตมฟอร์ด (Bachelor degree: UG General - Stamford International University)
line

 
   
  thinking focus new idea today
คำคม คำคิด แง่คิด ชีวิตดี
 


igood media copyright
 
SUDIN CHAOHINFA, igoodmedia.net : Administration and Producer
Copyright © 2010-2016 intelligence good media homeschool.
All rights reserved. me@igoodmedia.net